ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ / ไอเอ็นเอ็น.27 ต.ค. 2550
สัปดาห์นี้...ลองมาว่ากันถึงเรื่องความไส้แห้งของนักหนังสือพิมพ์ในยุคอดีต ตามที่คุณ “sun”ได้ตั้งปุจฉาเอาไว้เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วว่าแห้งแบบไหน? อย่างไร?อะไรประมาณนั้น ซึ่งแน่นอนนั่นแหละว่า...ในแง่ความแห้งของไส้ มันก็คง...แห้ง...จริงๆ ยิ่งยุคเก่าแก่ขึ้นไปเท่าไหร่ ก็ดูจะยิ่งแห้งหนักขึ้นเท่านั้น....
ถ้าหากใครที่ชอบอ่านเรื่องราวประเภทเรื่องสั้น วรรณกรรม และเคยพอได้ศึกษาประวัติของพวกที่ทำงานด้านนี้ หรือพวกที่เรียกกันว่า “นักเขียน”ในยุคอดีต ไม่ว่าระดับอภิมหานักเขียนอย่าง “มนัส จรรยงค์” หรือ “โชติ แพร่พันธุ์”ฯลฯ
ไส้ของบรรดาผู้อาวุโสเหล่านี้ ต้องเรียกว่า....แห้งง์ง์สนิทติดทนนาน จนมักจะต้องใช้เหล้าสาด ช่วยให้มันพอเปียกๆกันมาโดยตลอด...และสำหรับพวก “นักหนังสือพิมพ์”ก็คงไม่ได้แตกต่างไปจากกันซักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นระดับความแห้ง หรือกรรมวิธีในการลดความแห้งด้วยการเอาเหล้าสาดเข้าไปในพุงกันเป็นไหๆ...
สำหรับในยุคผม...
ซึ่งคงจะต้องย้อนกลับไปซักเมื่อประมาณกว่า 30 ปีที่แล้ว แม้นว่าในแง่ความแห้งของไส้ ก็ยังคงแห้งๆอยู่ตามสมควร แต่ก็ยังดีกว่ารุ่นก่อนๆเยอะแยะ คือเริ่มจะมีน้ำมีเนื้อ ไหลเข้ามาในไส้อยู่บ้างนิดๆ อาจจะเป็นเพราะภาวะความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง มีส่วนอยู่บ้างก็ได้
คือเป็นช่วงเดียวกันกับช่วงที่เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งนับจากช่วงนั้น...บรรดาคนหนุ่ม-คนสาว ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย ก็เริ่มหลั่งไหลเข้ามาสู่วงการหนังสือพิมพ์กันไม่น้อย อัตราเงินเดือนของนักข่าวในหนังสือพิมพ์ประเภทที่เรียกว่า หนังสือพิมพ์คุณภาพ หรือหนังสือพิมพ์หัวขาว-ดำบางฉบับ ระดับสตาร์ทขั้นต้น ก็คงไม่ได้แตกต่างไปจากเงินเดือนขั้นต้นของพวกปริญญาตรี ที่ได้บรรจุเข้าเป็นข้าราชการซักเท่าไหร่
หรืออาจจะสูงกว่านิดๆด้วยซ้ำ...แต่แน่นอนนั่นแหละว่า เมื่อเทียบกับหลักประกัน สวัสดิการของข้าราชการแล้ว...นักหนังสือพิมพ์ก็ยังคงจัดอยู่ในพวกไส้แห้งอยู่ดี....
แต่ถึงแม้นว่าอาชีพนักหนังสือพิมพ์ในระยะนั้น จะขาดหลักประกัน สวัสดิการ และออกจะไส้แห้งอยู่ก็ตาม แต่ก็แปลก...ที่การคิดจะดิ้นรนเข้ามาเป็นนักข่าว นักหนังสือพิมพ์นั้น กลับเป็นเรื่องที่น่าจะยากเย็นแสนเข็ญกว่ายุคนี้ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า บางรายจบปริญญาตรีมาหมาดๆ ขั้นแรกต้องถูกส่งไปนั่งตรวจปรู๊ฟเป็นปี หรือไม่ก็ต้องเริ่มต้นไต่บันไดมาจากช่างภาพ บางราย 2 ปีก็แล้ว 3 ปีก็แล้ว...ก็ยังคงต้องเป็นปรู๊ฟ เป็นช่างภาพอยู่นั่นแหละ
การได้ขึ้นมาเป็นนักข่าวมันจึงกลายเป็นเกียรติยศ ศักดิ์ศรี ในระดับไม่ใช่ได้มากันง่ายๆ ยิ่งประเภทที่ได้รับการยอมรับให้เขียนคอลัมน์ เขียนบทความ ก็ยิ่งยากขึ้นไปอีกเกือบจะร้อยๆเท่า...
พูดง่ายๆว่า ถ้าหากเขี้ยวยังไม่ยาว เกล็ดยังไม่แตกลายงากันจริงๆ โอกาสที่จะได้ขึ้นมาสู่ระดับนี้แทบเป็นไปไม่ได้เอาเลย...
แต่ถ้าหากจะพูดกันต่อไปว่า...แล้วอะไร???ที่มันสามารถนำมาใช้เป็นตัวชดเชย ทดแทน ความไส้แห้งของพวกนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ในอดีตได้บ้าง คำตอบในเรื่องนี้อาจจะฟังดูหลวมๆ หรือออกจะเป็นนามธรรมอยู่บ้างเช่นการหยิบยกคำว่า เกียรติยศ ศักดิ์ศรี อุดมการณ์ อุดมคติฯลฯ อะไรต่อมิอะไรมาอ้างกันในแต่ละกรณี...ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีน้ำหนักมากน้อยขนาดไหน? อันที่จริงก็คงต้องขึ้นอยู่กับแต่ละปัจเจกบุคคลนั่นแหละ แต่ว่าสำหรับผู้ที่อ้างถึงคำพูดเหล่านี้ได้อย่างเต็มปาก-เต็มคำ...ก็น่าจะมีอยู่มิใช่น้อย...
ส่วนวิถีชีวิตของนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ยุคก่อน...แน่นอนว่า คงต้องยากลำบากกว่ายุคนี้แน่ๆ ไม่ว่าจะมองกันในแง่เงินเดือน สวัสดิการ อุปกรณ์ เครื่องมือ-เครื่องไม้ ซึ่งมันย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนากันไปตามสภาพได้ข่าวขึ้นมาเมื่อไหร่ คงไม่มีโอกาสคว้าโทรศัพท์มือถือ เปิดคอมพิวเตอร์ส่ง “อี-แมว”กลับไปโรงพิมพ์กันได้ง่ายๆ ขั้นแรก ต้องกระโจนแย่งกันคว้าโทรศัพท์เครื่องที่อยู่ใกล้ที่สุด ยิ่งถ้าหากเป็นต่างจังหวัด ต้องรีบตีรถให้ไปถึงชุมสายโทรศัพท์ทางไกลก่อนหน้าคู่แข่งให้ได้ มีการหลอกล่อ หักเหลี่ยม เฉือนคม ระหว่างกันและกันจนกลายเป็นเรื่องปกติ
ส่วนประเภทที่เขียนข่าวชิ้นเดียว แล้วก๊อปปี้ส่งไปให้โรงพิมพ์ต่างๆอย่างที่เรียกๆกันว่า “นักข่าวไดรฟ์เอ”หรืออะไรทำนองนั้น...ไม่เคยมีปรากฏในสาระบบ ต่างฝ่ายต่างก็พยายามเจาะ พยายามไช พยายามให้ข่าวที่ตัวเองได้มานั้น...เป็นข่าวหน้าหนึ่ง หรือเป็นข่าวที่หนังสือพิมพ์คู่แข่งไม่มี อันนี้ถึงจะ...เก๋...ถึงจะยืดอกกันได้แบบสมศักดิ์ศรี...อิ่มอก-อิ่มใจระดับอาจไม่ยอมกินข้าวไป 3 วัน-8วัน...เป็นต้น
ไอ้ลักษณะอารมณ์ความรู้สึกแบบแปลกๆ...ที่ออกจะเป็น “นามธรรม”อย่างที่ว่าเอาไว้แล้วนี่แหละ ที่ทำให้ไม่เพียงแต่มันอาจนำเอาไปชดเชยกับความไส้แห้ง อันเกิดจากอัตราเงินเดือน หรือสวัสดิการเท่านั้น แต่สำหรับบางรายที่ดันไปเกิดอาการ “อิน”กับมันมากหน่อย ถึงกับ...อาจจะยอมเอาชีวิตทั้งชีวิตเข้าไปแลกกับมันก็ยังมี...แม้นจะพอมองเห็นบรรยากาศอันตรายๆอยู่ตรงหน้า ในระหว่างที่กำลังเจาะ กำลังไช เพื่อให้ได้มาซึ่งข่าวแต่ละข่าว ก็เกิดลืมคิดถึงชีวิตตัวเองขึ้นมาดื้อๆ บุกตะลุยหาข่าวไปจนไม่กลับมาหาลูก-เมีย กลายเป็นศพ หรือสาบสูญไร้ร่องรอยกันไปเลยก็มี
ส่วนที่ปักหลักประคับประคองเกียรติยศ ศักดิ์ศรี อยู่ในสำนักงาน...ก็อาจจะปล่อยให้ชีวิตไหลเลื่อนไปตามยถากรรมกันแบบเลยตามเลย ไม่ได้คิดจะสร้างบ้าน ซื้อรถยนต์ ซื้อประกันชีวิตให้กับลูก-เมียครอบครัว...เพราะมัวเมามันซ์ซ์อยู่กับอารมณ์ในลักษณะที่ว่า ก็มีอยู่ไม่น้อย...จะไปเริ่มได้สติก็อาจจะเมื่อตอนแก่ๆ ก็เลยต้องตกอยู่ในสภาพที่เรียกๆกันว่า “หมาไล่เนื้อ”ไปไม่รู้กี่คนต่อกี่คน....
จนกระทั่งเมื่อซักประมาณ 10 กว่าปีที่แล้วนี่เอง...ที่ดูเหมือนว่าอะไรต่อมิอะไรมันจะเปลี่ยนแปลงไปแบบค่อนข้างจะพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ตัวจักรสำคัญที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ว่า ถ้าหากพูดกันแบบสั้นๆ-ง่ายๆ แม้นว่าอาจจะออกไปทาง “สัญลักษณ์”อยู่บ้างนิดๆ...ก็อาจต้องใช้คำว่า “ตลาดหุ้น”นั่นเอง หรือกระบวนการความเปลี่ยนแปลงในทางธุรกิจ-เศรษฐกิจ ทั้งในสังคมโลกและสังคมไทย ที่มันส่งผลต่อวิถีชีวิตทุกชนิดเหมือนกันหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น...
ระดับหัวหน้าข่าว หรือบรรณาธิการ...ที่อัตราเงินเดือนสูงสุดประมาณ 20,000 บาทก็ถือว่า...แพงระยับเอาการแล้ว ถูกประมูลซื้อตัวไปด้วยอัตราเงินเดือนประมาณ 200,000 บาท แถมหุ้นติดปลายนวม และรถประจำตำแหน่งอีก 1 คันพร้อมคนขับ...
หลังจากนั้น อะไรต่อมิอะไรมันก็ไหลเลื่อนไปสู่จุดที่กำลังเป็นอยู่ในทุกวันนี้นั่นเอง...
นักหนังสือพิมพ์ไม่ใช่พวกไส้แห้งอีกต่อไปแล้ว แต่จะไส้บวม หรือไส้เลื่อน...ก็คงต้องไปคิดกันเอาเอง
การเป็นนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ค่อนข้างที่จะเป็นอะไรที่...ง่าย...เอามากๆ ใครที่สามารถรู้วิธีบันทึกเทป ก็น่าที่จะพอเป็นกันได้สบายๆ ไม่ต่างไปจากการเขียนบทความ บทวิเคราะห์หรือคอลัมน์ต่างๆ ก็สามารถว่ากันไปได้แบบทางใคร-ทางมัน...
ซึ่งว่าไปแล้ว ก็คงไม่ต่างไปจากอาชีพอื่นๆนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ นักการเมือง นักธุรกิจ...หรือกระทั่งครูบา อาจารย์...ฯลฯ ต่างก็ตกอยู่ในภาวะความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้แตกต่างไปจากกันมากนัก ส่วนความเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้...มันจะดี...หรือไม่ดี...ก็คงต้องขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละคน แต่ละราย...ที่จะต้องไปหาข้อสรุปกันเอาเอง....
http://www.innnews.co.th/exclusive/view.php?searchkey=2&Newspaper_ID=28&Column_ID=23&Column_Name=%AA%D1%AA%C3%D4%B9%B7%C3%EC+%E4%AA%C2%C7%D1%B2%B9%EC&Is_Relative=N
ขอบคุณมากครับสำหรับบทความ
ตอบลบ