
โดย INN 22 12 2550 16:20:23 น.
ปรากฎการณ์ความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างฝ่ายบริหารของสถานีโทรทัศน์TITVกรณีคำสั่งกรมประชาสัมพันธ์ ล่าสุด(20ธ.ค.50)ที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึงผลสะเทือนที่มีต่อสถานการณ์ของบ้านเมือง โดยเฉพาะในห้วงที่ อีกเพียงไม่ถึง 3 วันจะมีมีการเลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้น ในขณะที่ ทีไอทีวี.ที่แม้จะมีการปรับสภาพมาแล้วหนใหญ่จากITVเป็นTITVและมีการเปลี่ยนสภาพครั้งใหญ่ที่ส่งผลให้มีการกระจัดกระจายของ "คนข่าว" ระดับบริหารหลายคนออกไปอยู่หน้าจอทีวี.อื่น..หากทว่าวิบากกรรมของการเปลี่ยนแปลงสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ก็ยังไม่จบสิ้น โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงหนล่าสุดเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนผ่าน จากทีไอทีวีสู่ทีวีสาธารณะ ในวันที่ 1 ม.ค.2551
โดย ได้มีหนังสือคำสั่งจากกรมประชาสัมพันธ์ 2 ฉบับ(21ธ.ค.50) คือ ฉบับที่1. ว่าด้วยเรื่องของ การแต่งตั้งผู้บริหารสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยูเอช เอฟ (TITV) เพื่อให้ เกิดการบริหารการจัดการและการดำเนินงานของสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ (TITV) เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และต่อเนื่องพร้อมที่จะรองรับการเปลี่ยนผ่านไปเป็นองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ทีวีสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ จึงแต่งตั้งผู้บริหารสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ (TITV) ดังนี้
1.นายนพพร พงษ์เวช ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถานี (ด้านการบริหาร) 2. นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถานี (ด้านข่าวและรายการ) และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายข่าว 3. นายอัชฌา สุวรรณปากแพรก ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถานี (ด้านข่าวและรายการ) และ 4.นายธนา ทั่วประโคน ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถานี (ด้านการบริหาร)
ส่วนฉบับที่ 2 ว่าด้วยเรื่องของ การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติงานสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยูเอช เอฟ (TITV) ทั้งหมด 12 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบรรณาธิการบริหารของฝ่ายข่าวทีไอทีวี โดยมี 4รายที่ย้ายขึ้นมาเป็น รองผู้อำนวยการฝ่ายข่าว คือ 1.นายฉัตรชัย ตะวันธรงค์ 2.นายอลงกรณ์ เหมือนดาว 3.นายจอม เพชรประดับ 4.นายธนกร ศรีสุขใส และอีก 8 ราย ย้ายขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายข่าว ได้แก่ 1.นายสมา โกมลสิงห์ 2.นางสาวฉัตรรัศม์ ปิยทัศน์สิริ 3.นายอำไพ โพธิ์ชัยรัตน์ 4.นายชิบ จิตนิยม 5.นายประทีป คงสิบ 6.นายเชาวัศ วณิชพันธ์ 7.นายนุกูล อนุโตและ 8.นางสาวประไพ ยั่งยืน
โดยทั้ง 12 รายนี้ให้มีหน้าที่รับผิดชอบตามภารกิจของฝ่ายข่าว ดังนี้ 1.รับเรื่องร้องเรียนและร้องทุกข์ 2.การรายการข่าวสถานการณ์ประจำวัน 3.การคุ้มครองประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนและถูกเอาเปรียบ 4.การตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่น 5.การเปิดพื้นที่ข่าวสารและการมีส่วนร่วมให้กับกลุ่มต่างๆในสังคม และ6.การส่งเสริมและสร้างสรรค์เวทีทำความดี
สำหรับผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งอื่นๆให้เป็นไปตามเดิมทุกประการ ลงนามโดย นายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ สั่ง ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2550
ปรากฎการณ์นี้ แน่นอนถือเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ช็อความรู้สึกของคนข่าวทีไอทีวี.อีกละลอก โดยเฉพาะในส่วนของผู้บริหารงานด้านข่าวที่มีการเปลี่ยนแปลงในตัวผู้บริหารระดับสูงอย่าง นายอัชฌา สุวรรณปากแพรก จากผู้อำนวยการฝ่ายข่าว มาเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการสถานี โดยมี นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม เข้ามา ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถานี (ด้านข่าวและรายการ) และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายข่าว

ไม่แปลกที่ปรากฎการณ์นี้ จะส่งผลทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในทีไอทีวี.อีกละลอก โดยวันเดียวกัน(21ธ.ค.)กลุ่มพนักงานฝ่ายข่าวทั้งหมดของสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ได้เปิดแถลงข่าวด่วนกรณีการโยกย้าย
ผู้บริหารฝ่ายข่าวทีไอทีวีอย่างกะทันหัน โดยมีแกนนำร่วมแถลงข่าว 5 คน คือ นางสาววรวีร์ วูวนิช บรรณาธิการข่าว Hot News Hot Weekend, นายจตุรงค์ สุขเอียด บรรณาธิการข่าวเฉพาะกิจ, นางตวงพร อัศววิไล บรรณาธิการข่าวประจำวัน, นายเชิงชาย หว่างอุ่น Program Director ข่าว Hot News และHot News Hot Weekend และนายพีระวัฒน์ โชติธรรมโม Program Director ข่าวเช้า พร้อมฝ่ายข่าวทีไอทีวีหลายสิบคน ได้ร่วมกันแถลงการณ์ถึงความไม่โปร่งใสและไม่ชอบมาพากลในคำสั่งโยกย้าย ตำแหน่งสำคัญๆในฝ่ายข่าว ถึง 12 ตำแหน่ง ในวันอังคารที่ 18 ธ.ค.ที่ผ่านมา จากคำสั่งของอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ จำนวน 2 ฉบับ โดยเริ่มตั้งแต่ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายข่าว จนถึงบรรณาธิการประจำวัน หลังจากที่ทางทีไอทีวี ได้ยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีและมีการแถลงข่าวของทีไอทีวีในวันจันทร์ (17ธ.ค.) ที่ผ่านมา
โดยเฉพาะตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายข่าว ที่ย้ายนายอัชฌา สุวรรณปากแพรก ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ออกจากตำแหน่ง โดยให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการสถานี ซึ่งจะเป็นตำแหน่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในโครงสร้างสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีและได้แต่งตั้งให้นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (หนูแก้ว) ที่ครั้งหนึ่งเคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเอ็นเอ็น จำกัด เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายข่าวแทนนั้น ทางพนักงาน ฝ่ายข่าวทีไอทีวี ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การโยกย้ายครั้งนี้จะมาจากสาเหตุทางการเมืองหรือไม่ เพราะเป็นคำสั่งโยกย้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นเพียง 1 วัน
มีความน่าสนใจ ว่า การเปลี่ยนแปลงหนนี้ของทีไอทีวี.มีการ "โฟกัส" ได้ที่การเข้ามาของ "คนใหม่" อย่าง "สนธิญาณ ชิ่นฤทัยในธรรม(หนูแก้ว)" ที่เสมือนหนึ่งว่าเป็นการส่งเข้ามา "กุมสภาพ" ฝ่ายข่าวของ
ทีไอทีวี.ที่ก่อนหน้า ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายทั้งใน คมช.และฝ่ายรัฐว่า นำเสนอข่าว-รายการ ที่มีเนื้อหาบางครั้งอาจเป็นลบกับฝ่ายคมช.และรัฐบาล ขณะที่หลายครั้งก็มีการให้พื้นที่ข่าวกับ "สมัคร
สุนทรเวช" หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ทั้งที่สถานีโทรทัศน์ช่องอื่นไม่ค่อยจะเปิดพื้นที่ให้ กระทั่งถูกมองว่ายังมี "เยื่อใย" กับ "ทักษิณ ชินวัตร"
จึงไม่แปลกที่ "สนธิญาณ" จะถูกถามถึงตัวตนความเป็นมา รวมถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังในการเข้ามาเป็นผู้บริหารทีไอทีวี.ในระยะเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น ทีวีสาธารณะของสถานีโทรทัศน์เสรีแห่งนี้ ว่าเป็นใครมาจากไหน และทำไมถูกเลือกให้เข้าไปจัดการสภาพในทีไอทีวี.รวมไปถึงท่าทีของเขาต่อการเข้ามาทีไอทีวี.ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจะต้องเผชิญกับแรงกระเพื่อมอันรุนแรงจากกลุ่มผู้บริหารพนักงาน
"พันธกิจ 6 ข้อ นำไปสู่ข่าวที่แตกต่างจากโทรทัศน์รายการข่าวอื่นที่อยู่ในรูปแบบเชิงพาณิชย์ เป็นความแตกต่างสู่เรื่องราวของประชาชน ปัญหาของประชาชน มีความเกี่ยวข้องกับประชาชน"
"พันธกิจ 6 ข้อ ที่ทำมาสำหรับคน 12 คน เป็นผู้ช่วย 6 สายงาน โดยมีJobเป็นตัวตั้ง และไปหาโครงสร้าง บรรณาธิการข่าวแต่ละสายตามโครงสร้าง ให้คนทำงาน และนำไปสู่กระบวนการออกอากาศ ทีเน้นการวิเคราะห์ เจาะลึก หาความจริง รายงานข่าวการทุจริต การไม่ได้รับความเป็นธรรมของประชาชน การมีส่วนร่วมของประชาชน"
"ความตั้งใจคือการเข้ามาบริหารในช่วงเวลา 3 เดือน ภายใต้เนื้อหาและโครงสร้าง รวมถึงบุคลากรที่เป็นคนข่าวของทีไอทีวี.อยู่แล้ว ดังนั้น ไม่ว่าต่อไปใครจะเข้ามาเป็นผู้บริหารทีวีสาธารณะ ถ้าจะไม่เอาบุลคลากรที่เข้าใจเนื้อหาและแนวทางข่าวเพื่อประชาชนก็แปลก"
"เนื้อหาที่จะออกมาจะเป็นการเมืองภาคประชาชนมากขึ้น เกิดการตั้งขบวนการภาคประชาชนมีความเข้าใจ มีการตอบสนองที่ทันใจประชาชน ซึ่งจุดยืนของคอนเซ็ปต์คือการยืนอยู่ข้างประชาชนตามพันธกิจ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่นทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรต่างๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรข่าวปกติทำอยู่แล้ว"
"โดยในแนวทาง 6 พันธกิจ มอบให้ 8 คนหลักเป็นคนนำการปฏิบัติการข่าวแต่ละสาย..ซึ่งภาพรวม 12 คนทั้งหมดก็ทำตามพันธกิจ เพื่อทีมของตัวเอง โดยรอง 4 คน จัดการ บริหาร 3 คนแยกกันดูแล ที่เหลือข้างล่างตามสายงานและตั้ง บก.สายของตัวเอง"
"เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการแทรกแซงทางการเมือง เพราะสำหรับตัวเองพิสูจน์ได้จากจุดยืนที่เคยก่อตั้งและทำสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น.มาแล้ว ซึ่งปัจจุบันไอเอ็นเอ็น.ก็ยังคงเดินทางแนวทางการตรวจสอบอำนาจ
รัฐ และตรวจสอบความไม่ถูกต้อง"
"ความจริงพนักงานทีไอทีวี.จะหมดสัญญานในวันที่ 31 ธ.ค.50 อยู่แล้ว การมีคำสั่งดังกล่าว เพื่อเดินไปสู่ทีวีสาธารณะทำให้ 12 คน ได้ต่อสัญญาโดยปริยาย และทั้ง 12 คนสามารถไปเตรียมคนข้างล่าง
ซึ่งทุกอย่างยังคงเป็นไปตามเดิม"
นี่เป็นแนวทางบางส่วนของ "สนธิญาณ" ในการเตรียมเข้ามาบริหารงานด้านข่าวของทีวีสาธารณะ ทีไอทีวี.ในจังหวะการเปลี่ยนผ่าน
ทว่าน่าสนใจที่ว่า "สนธิญาณ" นั้นไม่ได้เคยมีชื่อปรากฎมาก่อนว่าจะมาเป็นผู้บริหารทีไอทีวี.ในจังหวะเปลี่ยนผ่านดังว่านอกจากจะเคยมีกระเซ็นกระสายว่าอาจเป็น "เทพชัย หย่อง" ขณะที่ "สนธิญาณ"
นั้นชื่อของเขาก่อนหน้านี้ก็เคยไปปรากฎในการเข้าชิงเก้าอี้ ผอ.อส.มท.เช่นกัน....
อาจมีไม่กี่คนที่จะรู้จักเขา นอกจากคนในแวดวงวิทยุโทรทัศน์ และในกลุ่มคอการเมือง-การทหาร ที่พอจะทราบว่า ในหลายๆเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองนับตั้งแต่ยุคเมื่อ 15 ปีก่อน "สนธิญาณ" มีบทบาทอยู่ในระดับสำคัญ ในการให้คำปรึกษาผู้ใหญ่ของบ้านเมืองในการฝ่าวิกฤติการณ์ปัญหาในระดับคอขาดบาดตายมากมาย..
แม้กระทั่งในระยะที่ประเทศไทยเกิดการรัฐประหารยังคงหนล่าสุด จุดยืนของ "สนธิญาณ" ก็ยังคงยืนอยู่กับฝ่ายประชาชน ซึ่งตรงข้ามกับฝ่ายอำนาจรัฐและกองทัพ..หากแต่ก็มีแม่ทัพน้อยใหญ่หลายรายก็ยังชอบที่จะรับฟังความคิดความเห็นการวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาบ้านเมืองของเขา
ไม่แปลกที่ด้วยความกว้างขวางของเขาที่แม้จะไม่ปรากฎ เป็น "บทบาท" แต่ก็อาจทำให้หลายฝ่าย โดยเฉพาะผู้บริหารหรือพนักงานทีไอทีวี.รู้สึกคลางแคลงและ "ต่อต้าน"
ทว่า หากย้อนภาพกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน จะพบว่าความจริงคอนเซ็ปต์ของ "ไอทีวี." ทีวีเสรี ที่เกิดเมื่อครั้งรัฐบาลอานันท์นั้น แก่นกลางความคิดที่เป็นพิมพ์เขียวของ "ไอทีวี." ในยุคแรกที่เข้มข้นดุดันและเป็นที่พึ่งของสังคมได้เป็นอย่างดีนั้น เกิดมาจาก "ความคิด" ของ "สนธิญาณ" ที่เป็นผู้ออกแบบ "โมเดล" โทรทัศน์ของประชาชนขึ้นมา เพียงแต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ "ไอทีวี." ถูกผสมไปด้วยอัตราส่วนของ "บันเทิง" และเนื้อหาที่ไม่ใช่ข่าวมากขึ้น กลายเป็นโทรทัศน์พาณิชย์ กระทั่งเกิดปัญหา..และมาสู่จุดเปลี่ยนหลายครั้ง แม้กระทั่งครั้งล่าสุด..
"สนธิญาณ" เป็นผู้ออกแบบโมเดลนี้และเสนอเข้าประมูลร่วมกับกับสยามทีวี.เมื่อครากระโน้น ในขณะที่" "สนธิญาณ" ยังบริหาร"สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น." ที่เขาก่อตั้งขึ้น..ภายใต้โมเดลที่คล้ายกัน ไม่ว่าจะ
เป็นโทนข่าวการตรวจสอบ ขุดคุ้ยเจาะลึก สดทันทีที่มีข่าว และการดูแลสังคม อย่าง "วิทยุร่วมด้วยช่วยกัน" ซึ่งแนวทางสำนักข่าวแบนี้ ถูกนำไปประยุกต์เป็นคอนเซ็ปต์ของไอทีวี.ยุคนั้น ซึ่งกลุ่มเนชั่นได้
เข้าไปทำ และทำได้ดีจน ไอทีวี.ได้รับความนิยม
ขณะเดียวกัน "คนข่าว" จาก "สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น." เองก็เข้าไปอยู่ในใต้ร่มชายคา ไอทีวี.พอสมควร (ซึ่งจุดนี้อาจทำให้ "สนธิญาณ" สามารถ "ต่อเชื่อม" กับ "คนคุ้นเคย" หลายคนที่ยังอยู่ และลดแรงกระเพื่อมในการเข้าไปบริหารครั้งนี้ได้)
ในขณะที่ "สนธิญาณ" หลังจากพลาดหวัง ในการพาทีมงานสำนักข่าวเข้าไปทำข่าวทีวี.เพราะเกิดความขัดแย้งในกลุ่มทุนที่เข้าประมูลทีวีเสรีครั้งนั้น ก็กลับมาบริหารไอเอ็นเอ็น.ที่รุกต่อไปในสื่อวิทยุ กระทั่งขยายมาสู่สื่อสิ่งพิมพ์ และ ข่าวสั้น(SMS) บนมือถือ ที่ถือว่าได้รับการยอมรับในระดับสูง
กระทั่งถึงจุดหนึ่งที่เขาแยกตัวไปทำสำนักข่าวทีนิวส์ขึ้นมาเมื่อต้นปี 2550 ที่ผ่านมา โดยมีทีมข่าวส่วนหนึ่ง โดยความตั้งใจว่าจะสร้างสำนักข่าว และสำนักพิมพ์ของตัวเองขึ้นมาเอง ก่อนที่จะมาปรากฎ ชื่อของเขาเข้ามาเป็น ผอ.ฝ่ายข่าว ทีไอทีวี. เป็น ผอ.ข่าว ที่เข้ามาโดยมีผลกระทบต่อ ผอ.ข่าวคนเดิม และผู้บริหารฝ่ายข่าวหลายคน จนเกิดแรงต้านลึก...
เป็นผอ.ข่าวชื่อ "สนธิญาณ" ที่จะมี "บทบาท" ในการกุมสภาพเนื้อหาการนำเสนอข่าว-รายการของ สถานีโทรทัศน์แห่งนี้ที่ "อดีต" เขาเคยเป็นผู้สร้างโมเดลคอนเซ็ปต์ แต่ไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติการเมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่ "ปัจจุบัน" ในจังหวะของการ "เปลี่ยนผ่าน" ไปสู่ทีวีสาธารณะ เขาก็กลับมา แต่จะมีโอกาสทำให้ "โมเดลใหม่" ที่เขากำลังคิดซึ่งเปลี่ยนแปลงสภาพไปตามยุคสมัยเวลา ได้หรือไม่ และหากได้เข้ามาบริหารจัดการจริง สถานีโทรทัศน์แห่งนี้จะได้รับความนิยมเพราะด้วยเพราะเป็น "ทีวีสาธารณะ" เป็นที่พึ่งพาของประชาชนได้อย่างแท้จริงโดยปราศจากการแทรกแซงครอบงำจาก "อำนาจรัฐ" หรือไม่ ประชาชนสังคม จะเป็นผู้ตัดสินเอง
เรื่องประกอบ1
**********************
มารู้จัก “สนธิญาณ “นายใหญ่ทีไอทีวีคนล่าสุด!
**********************
พลันที่มีชื่อของ “สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม(หนูแก้ว)” เข้ามารับหน้าเสื่อในการดูแล “สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี” ก็ก่อเกิดความเคลื่อนไหวในวงการสื่อและสังคมสาธารณะในวงกว้าง พร้อมกับคำถามตาม
มาว่า “สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม” ผู้นี้เป็นใคร?
อันที่จริง นามของ “สนธิญาณ” ก็จัดเป็น “บิ๊กเนม” ในวงการสื่อสารมวลชนอยู่พอสมควร ค่าที่ว่าเขาถือว่าเป็นผู้บุกเบิก “สถานีวิทยุข่าว24ชั่วโมง” เป็นเจ้าแรกๆ อีกทั้ง ยังผ่านการเป็นผู้กุมบังเหียนหนังสือพิมพ์ระดับฮารด์คอร์อยู่หลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น “อาทิตย์วิเคราะห์รายวัน-รายสัปดาห์” หรือจะเป็น “ไอ.เอ็น.เอ็น.เอ็กคูลซีฟนิวส์” ฯลฯ อีกทั้งยังมีงานเขียนดังๆอย่าง “ใจที่วางทางที่เดิน” อำนาจใดจักยืนยง คงค้ำฟ้า ฯลฯ
ถ้าจะเท้าความกลับไปชีวิตของ “สนธิญาณ” โลดโผน และเคี่ยวกรำกับประสบการณ์นานาชนิด จากชีวิตเด็กกำพร้าในดินแดนภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช (วันนี้เขาตั้งสถานปฏิบัติธรรม “ชื่นฤทัยในธรรม-สนธิญาณ” ที่บ้านเกิด) ที่ใช้ชีวิตเยี่ยง “นักเลง” มาจนเข้าป่าจับปืน ถูกวางบทบาทเป็นคอมมิวนิสต์ หัวรุนแรง เกือบจะจบชีวิตตนเองหลายครั้งหลายคราวแต่ต่อมาออกจากป่าเข้าสู่รั้วพ่อขุน ร่ำเรียนจนความรู้แน่นปึก ก่อนจะไปเป็น “พนักงานควบคุม” การผลิตและจัดจำหน่ายน้ำตาลทราย บริษัทแห่งหนึ่ง และได้กลายเป็น “ผู้สื่อข่าว” ของ “สถานีโทรทัศน์ช่อง3” อันเป็นจุดเริ่มของ”คนข่าวมืออาชีพ”
หลังจากนั้น “สนธิญาณ” ก็เข้าสู่เส้นทางธุรกิจวิทยุ จัดตั้ง “สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น” (สำนักทรัพย์สินฯถือหุ้น) ขึ้นผลิตข่าว 24 ชั่วโมงสร้างความฮือฮาให้กับวงการสื่อด้านวิทยุอย่างมากในช่วงนั้น ด้วยการ
เสนอข่าวที่ “เร็ว-แรง” ( จนทำให้ “สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น” ( ต้องมรสุมอยู่หลายครั้งหลุดหน้าปัดหลายคราว
นสพ.ผู้จัดการรายเดือน เคยรายงานข่าวไว้ว่า “ไอเอ็นเอ็น” ถือกำเนิดขึ้นมาจาก “ข่าวด่วนพล.1” ( เริ่มมาจากแนวคิดของพล.อ.มงคลอัมพรพิสิฏฐ์ ซึ่งเป็นผู้บัญชาการของพล.1ในขณะนั้น ต้องการปรับปรุงวิทยุเอเอ็มพล.1 ให้เป็นระบบสเตอริโอ จึงนำเรื่องมาเสนอกับจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และเป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลเปรมติณสูลานนท์ในสมัยนั้น..
ดร.จิรายุนำเรื่องมาปรึกษากับสนธิญาณซึ่งในขณะนั้นทำงานอยู่สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ก็มีความสนใจในเรื่องสื่อวิทยุมานาน เพราะมองเห็นว่าสื่อวิทยุจะมีบทบาทมากขึ้น แม้จะเป็นสื่อเสริมแต่ก็เป็นสื่อที่เข้าถึงคนได้สะดวกและง่ายที่สุด และที่สำคัญมีราคาถูกคนทั่วไปหาซื้อเครื่องรับได้ในราคาไม่กี่สตางค์ สิ่งที่ "สนธิญาณ"มองเห็นมากไปกว่านั้น การนำเสนอในรูปแบบของ “ข่าวสาร” ที่ยังเป็นช่องว่างอยู่ในเวลานั้นเพราะคลื่นบนหน้าปัดในเวลานั้นถูกใช้เวลาไปกับ “เพลง” แทบทังสิ้น
“ข่าวด่วนพล.1” จึงเป็นก้าวแรกของ "ไอเอ็นเอ็น"ที่เริ่มต้นขึ้นมาในเดือนมกราคม 2532”
จนกระทั่งในปี 2536 สำนักนายกรัฐมนตรีได้เปิดให้มีการประมูลทีวีเสรีขึ้น ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินฯ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมประมูลและเขาพา “ไอเอ็นเอ็น” เข้าเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของสยามทีวี แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น ร่วมกับผู้ถือหุ้นอื่นๆ และสยามทีวีก็สามารถคว้าชัยชนะมาได้
การก่อกำเนิดของ “ไอทีวี” ก็เริ่มต้นนับตั้งแต่บัดนั้นแต่ในที่สุดด้วย “อุบัติเหตุบางอย่าง” ทำให้เขาไม่สามารถอยู่บริหารงานที่ไอทีวีได้... “ไอเอ็นเอ็น” ต้องถอนตัวออกมา
“สนธิญาณ” หันมาวางรากฐานและสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับ “ไอเอ็นเอ็น” จนได้ “ยูคอม” มาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ใน"ไอเอ็นเอ็น "จากนั้นชีวิตของเขาก็โลดแล่นไปตามครรลอง มีการไปพักร้อนที่อื่นบ้าง
แล้วก็กลับมาเป็นนายใหญ่ของ “ไอเอ็นเอ็น”” อีก
จนมาปี2550 เขา โผบินออกไปตั้ง “สำนักข่าวทีนิวส์” พร้อมด้วย สำนักพิมพ์กรีนปัญญาญาณ
ก่อนหน้านี้ มีชื่อของ “สนธิญาณ” เป็น1 ในแคนนิเดตผู้ท้าชิงตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท. ที่ภายหลังลูกหม้อเก่าจากเครือผู้จัดการ “วสันต์ ภัยหลีกลี้” ก็กำชัยไป
และล่าสุดชื่อชอง “สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม” ถูกกล่าวถึงอีกครั้งในฐานะ รองผู้อำนวยการสถานีด้านข่าวและรายการ และรักษาการผู้อำนวยการฝายข่าวแทน “อัชชา สุวรรณปากแพรก” ผอ.ฝ่ายข่าว ที่ถูกย้ายไปนั่งในตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการสถานีด้านข่าวและรายการ
นับเป็นการสร้าง “ฝันที่เป็นจริง” ให้กับ “สนธิญาณ” ที่จะได้เข้ามาทำทีวีหลังจากผลัดพรากจากไอทีวีไปเมื่อ 14ปีก่อน และด้วยความเก๋าบวกคอนเน็คชั่นทั้งนักการเมือง-ทหาร-พันธมิตร-นักวิชาการ น่าจะนำพา “ทีไอทีวี” ไปยังเป้าประสงค์ที่ต้องการได้ส่วนจะทำได้แค่ไหนนั้น....เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์!!
--------------
เรื่องประกอบ2
***************
จากไอทีวีสู่ทีไอทีวี
***********
แนวคิดการก่อตั้งไอทีวี เกิดขึ้นในรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 เนื่องจากในขณะเกิดเหตุการณ์ สื่อโทรทัศน์ จำนวน 5 ช่อง ในขณะนั้น คือ ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง 9 ช่อง 11 มิได้รายงานข่าวเหตุการณ์นองเลือด ตามความเป็นจริง ประกอบกับ มีเสียงเรียกร้องจากประชาชน ให้เปิดดำเนินการสถานีโทรทัศน์เสรี ในระบบยูเอชเอฟ เพื่อให้คนไทยมีโอกาสได้รับรู้ ข่าวสารที่ถูกต้องเป็นกลางอย่างแท้จริง
สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) โดย นายมีชัย วีระไวทยะ ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแล การเปิดสัมปทาน สถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ กำหนดเงื่อนไขของสัมปทานไว้ว่า ผู้รับสัมปทานจะต้องมีผู้ถือหุ้น 10 ราย แต่ละรายต้องมีสัดส่วนหุ้นที่เท่ากัน พร้อมกับแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน เพื่อป้องกันการผูกขาด และมีสัดส่วนเนื้อหา รายการข่าวและสาระ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 และ รายการบันเทิง ไม่เกินร้อยละ 30บริษัทผู้เข้าประมูล มีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ คือ1.กลุ่มสยามทีวี มีแกนหลักคือ ธนาคารไทยพาณิชย์, กลุ่มสหศินิม่า (มีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถือหุ้นใหญ่), กลุ่มหนังสือพิมพ์เดลินิวส์, กลุ่มบอร์นของนายไตรภพ ลิมปพัทธ์, สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น, หนังสือพิมพ์ดอกเบี้ย และหนังสือพิมพ์ตงฮั้ว กลุ่มนี้เสนอผลตอบแทนสูงสุดประมาณปีละ 1000 ล้านบาท ตลอดทั้งอายุสัมปทาน 25 ปี ประมาณ 25000 ล้านบาท
2.กลุ่มผู้ผลิตรายการ ประกอบด้วย กลุ่มเนชั่น, กลุ่มแปซิฟิค ของนายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา โดยมี ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล เป็นผู้ควบคุมเนื้อหา, กลุ่มมติชน และกลุ่มสามารถ คอร์ป กลุ่มนี้ได้คะแนนเนื้อหาเป็นอันดับหนึ่ง แต่เสนอผลตอบแทนตามเกณฑ์ขั้นต่ำประมาณปีละ 500 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2538 ผลการประมูล สรุปว่า กลุ่มบริษัท สยามทีวีแอนด์คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ ได้รับอนุมัติ ให้เป็นผู้ดำเนินงานบริหารสถานีฯ เป็นเวลา 30 ปี (สิ้นสุดวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568) ค่าสัมปทาน 5,200 ล้านบาท จากราคากลาง 10,000 ล้านบาท
ได้มีการลงนามในสัญญากับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 โดยมีนายอภิลาศ โอสถานนท์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ลงนามสัญญากับนายเกษม จาติกวณิช ประธานกรรมการ และนายโอฬาร ไชยประวัติ รองประธานกรรมการบริษัท สยาม อินโฟเทนเมนท์ จำกัด
ต่อมา ไอเอ็นเอ็น ดอกเบี้ย และตงฮั้วถอนตัวออกไป กลุ่มสยามอินโฟเทนเมนท์ จึงดึงเครือเนชั่น คู่แข่งที่เข้าร่วมประมูลแต่ไม่ได้รับเลือก เข้าร่วมทุนด้วย ดังนั้นจึงมีผู้ร่วมทุนทั้งหมดประกอบด้วย สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ผ่าน สหศินิมา) เครือ เนชั่น กันตนา กรุ๊ป เครือวัฏจักร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ บริษัท ล็อกซเล่ย์ฯ บอร์น และ ไจแอนท์ฯ
โดยตั้งชื่อสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ว่า สถานีโทรทัศน์ไอทีวี (สถานีฯ) เริ่มออกอากาศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 โดยวางนโยบาย ให้เป็นสถานีโทรทัศน์ ที่ให้ความสำคัญกับ รายการข่าว และสถานการณ์ปัจจุบัน
ต่อมาในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 บริษัทฯ ขาดทุนอย่างหนัก ธนาคารไทยพาณิชย์ ในฐานะผู้ถือหุ้น และเจ้าหนี้รายใหญ่ ได้เปลี่ยนแปลงประธานกรรมการไอทีวี จากนายโอฬาร ไชยประวัติ เป็น นายประกิต ประทีปะเสน อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธ.ไทยพาณิชย์ และมีนโยบายที่จะแก้ปัญหาการขาดทุน โดยต้องการอำนาจการบริหารเบ็ดเสร็จ โดยผลักดันให้มีการแก้ไขสัญญาสัมปทาน
โดยเฉพาะในเรื่องการกระจายผู้ถือหุ้น และจะนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คณะรัฐมนตรี รัฐบาลชวน หลีกภัย มีมติเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 อนุมัติให้มีการแก้ไขสัญญาสัมปทาน ด้วยเหตุผลว่าเพื่อให้สอดคล้องกับ พรบ.บริษัทมหาชน และเป็นไปตามข้อบังคับของ ตลท. และมีการแก้ไขสัญญาสัมปทานเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2543
ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2543 ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ดึงกลุ่มชิน คอร์ปอเรชั่น (ชินคอร์ป) เข้ามาถือหุ้นไอทีวีด้วยวงเงิน 1600 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 39% ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ได้แปลงหนี้ เป็นทุน มีสัดส่วน 55% โดยมอบสิทธิ์การบริหารให้กับชินคอร์ป โดยชินคอร์ปได้เสนอซื้อหุ้นสามัญฯ จากผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ ด้วย ส่งผลให้กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ และส่งผู้บริหารเข้ามาบริ หารไอทีวี ประกอบด้วย บุญคลี ปลั่งศิริ, สรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล, ทรงศักดิ์ เปรมสุข
ต่อมาชินคอร์ป ดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทฯ เป็น 1,200 ล้านบาท และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2545 และได้เสนอขายหุ้นของบริษัทฯ แก่ ประชาชนทั่วไป
เมื่อ พ.ศ. 2546 ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนอีกครั้ง เป็น 7,800 ล้านบาท โดยออกหุ้นสามัญใหม่ จำนวน 300 ล้านหุ้น เป็นเงิน 1,500 ล้านบาท เพื่อจัดสรรเป็นการเฉพาะ ให้กับพันธมิตร คือ นายไตรภพ ลิมปพัทธ์ และ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) สถานีฯ จึงได้ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ ด้วยการปรับผังรายการใหม่ และเพิ่มรายการบันเทิง แต่ต่อมาใน พ.ศ. 2548 พันธมิตรทั้งสองราย ปฏิเสธที่จะซื้อ หุ้นร่วมทุน แต่ยังคงผลิตรายการให้กับสถานีฯ ต่อไป
ในปี พ.ศ. 2547 ชินคอร์ป ได้ยื่นเรื่องต่อ อนุญาโตตุลาการ ขอแก้ไขสัญญาสัมปทาน และขอลดค่าสัมปทาน ที่ต้องจ่ายให้รัฐ ปีละ 1,000 ล้านบาท โดยอ้างว่า เอกชนรายอื่นจ่ายต่ำกว่า (ช่อง 3 สัมปทาน
30 ปี (2533-2563) 3,207 ล้านบาท ปีละ 107 ล้านบาท / ช่อง 7 สัมปทาน 25 ปี (2541-2566) 4,670 ล้านบาท ปีละ 187 ล้านบาท / ช่อง 5 และ โมเดิร์นไนน์ ทีวี ไม่ต้องเสียค่าสัมปทาน เนื่องจากเจ้า
ของคลื่นความถี่ดำเนินการออกอากาศเอง)
ต่อมาสปน.ได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการต่อศาลปกครอง ในคดีหมายเลขดำที่ 476/2547 ในประเด็นที่มีคำวินิจฉัย มีการระบุให้แก้ไขในสัญญาร่วมการงาน เรียกร้อง ให้ศาลปกครองกลาง พิจารณาเพิกถอนคำสั่งของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการดำเนินการที่ผิดเจตนารมณ์ และ สปน.ระบุว่า อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยเกินขอบเขตอำนาจ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา ให้เพิกถอนคำสั่งของอนุญาโตตุลาการ ที่ชี้ขาดให้ สปน. ลดค่าสัมปทานให้สถานีฯ และให้ สปน. จ่ายค่าชดเชยให้บริษัทฯ
จากคำพิพากษาดังกล่าว ส่งผลให้ สถานีฯ ต้องจ่ายค่าสัมปทาน ปีละ 1,000 ล้านบาท เช่นเดิม และ ต้องปรับสัดส่วน รายการข่าวและสาระ ต่อรายการบันเทิง กลับไปเป็น ร้อยละ 70 ต่อ 30 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังต้องเสียค่าปรับ จากการผิดสัญญาสัมปทาน จากการเปลี่ยนแปลงผังรายการ ที่ไม่เป็นไปตามสัญญาสัมปทาน คิดเป็นร้อยละ 10 ของค่าสัมปทานในแต่ละปี โดยคิดเป็นรายวัน วันละ 100
ล้านบาท นับตั้งแต่ เริ่มมีการปรับผังรายการ รวมระยะเวลา 2 ปี เป็นค่าปรับทั้งสิ้น ประมาณ 9.4 หมื่นล้านบาท
โดยศาลปกครองกลาง ได้ให้เหตุผลประกอบคำพิพากษาว่า การที่อนุญาโตตุลาการ ชี้ขาดให้ลดค่ามปทาน มีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ และเป็นการแก้ไขสัญญาสัมปทานของรัฐ ซึ่งอยู่นอก เหนืออำนาจของอนุญาโตตุลาการ บริษัทฯ จึงได้ยื่นอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลปกครองกลาง ต่อศาลปกครองสูงสุด
ต่อมา ในวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืน ตามคำตัดสินของศาลปกครองกลาง ส่งผลให้ บริษัทฯ ยังต้องจ่ายค่าสัมปทาน ปีละ 1,000 ล้านบาท เช่นเดิม และ สถานีฯ ต้อง
ปรับผังรายการ ตามสัดส่วนเดิม โดยปรับใช้ในวันรุ่งขึ้นทันที เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียค่าปรับเพิ่ม ในกรณีที่ตกลงกันไม่ได้
วันที่ 14 ธันวาคม 2549 นายจุลยุทธ หิรัณยะวสิต ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดแถลงข่าว เรียกให้ ไอทีวี ชำระค่าสัมปทานที่ค้างอยู่ทั้งสิ้น 2,210 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 15% เป็นจำนวนเงินรวม 464.5 ล้านบาท มาชำระให้ สปน.ภายใน 45 วัน และให้ชำระค่าปรับกรณีทำผิดสัญญาเรื่องผังรายการ อีกกว่า 97,760 ล้านบาท จากนั้นมีการต่อเวลาเรียกชำระมาอีก 30 วัน (สิ้นสุด วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2550)
ต่อมาที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ว่า หากไอทีวีไม่สามารถจ่ายค่าปรับและค่าสัมปทานค้างจ่าย คิดเป็นเงินประมาณ 1 แสนล้านบาทได้ภายในวันที่ 7 มีนาคม ให้สำนัก งานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเลิกสัมปทานกับไอทีวี
ในวันเดียวกัน นายบุญคลี ปลั่งศิริ ในฐานะตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท ยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง ส่วนนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ประธานกรรมการบริหาร ออกแถลงข่าวว่า ไอทีวีพร้อมให้ ความร่วมมือ ที่รัฐจะให้หน่วยงานใหม่เข้ามาใช้สถานที่ และอุปกรณ์เพื่อออกอากาศสถานีโทรทัศน์ยูเอชเอฟ อย่างต่อเนื่อง หากไอทีวีถูกยกเลิกสัญญาสัมปทาน
คณะกรรมการบริหารชุดใหม่ของไอทีวี จำนวน 9 คน ประชุมเป็นนัดแรกเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2550 มีมติเปลี่ยนชื่อสถานีเป็น ทีไอทีวี (Thailand Independent Television) และประชุมหาข้อยุติ เรื่องกฎหมายและแผนดำเนินงานเข้าบริหารสถานี ภายหลังการยกเลิกสัมปทาน ในวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2550 คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันอังคารที่ 6 มีนาคม ว่าหากไอทีวีไม่สามารถจ่ายค่าปรับ และค่าสัมปทานค้างจ่าย รวมประมาณ 1 แสนล้านบาท ภายใน 7 มีนาคม ได้ ให้ยุติการออกอากาศเป็นการชั่วคราว เพื่อ ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า รัฐสามารถดำเนินการออกอากาศต่อเนื่องได้หรือไม่ ในวันที่ 9 มีนาคม ขณะเดียวกัน ให้ยึดเครื่องส่งโทรทัศน์ยูเอชเอฟ มาเก็บรักษาไว้ที่กรม ประชาสัมพันธ์
หลังจากมีมติคณะรัฐมนตรี ประชาชนจำนวนมาก ได้เดินทางไปแสดงความเสียใจ และให้กำลังใจ พนักงานไอทีวี ที่สถานีโทรทัศน์ไอทีวี จำนวนมาก ในจำนวนนี้ มีบุคคลในวงการโทรทัศน์หลายท่าน อาทิ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา, นางปนัดดา (วงศ์ผู้ดี) พิพิธสุขสันต์, นายสาธิต ยุวนันทการุญ, นายนิธิ สมุทรโคจร, นายสำราญ ช่วยจำแนก (อี๊ด วงฟลาย) เป็นต้น
ในช่วงเย็น นายจาตุรงค์ สุขเอียด ผู้แทนพนักงานไอทีวี เข้ายื่นไต่สวนฉุกเฉินต่อศาลปกครอง เพื่อให้สถานีโทรทัศน์ไอทีวีสามารถออกอากาศต่อไปได้ โดยศาลปกครองรับเรื่องไว้ และจะให้มารับทราบ ผลการวินิจฉัย ในเวลา 13.00 น. วันที่ 7 มีนาคม คณะกรรมการกฤษฎีกา มีมติเมื่อวันที่ 7 มีนาคม ตีความข้อกฎหมายในกรณีดังกล่าวว่า กรมประชาสัมพันธ์ สามารถดำเนินการออกอากาศโทรทัศน์ระบบยูเอชเอฟต่อเนื่องไปได้ หลังจากนั้น ศาล ปกครองมีคำวินิจฉัยให้คุ้มครองฉุกเฉินสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ให้สามารถออกอากาศต่อไปอย่างต่อเนื่องเช่นกันเมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2550 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ส่งหนังสือยกเลิกสัญญามายัง บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) เพื่อให้ยุติการออกอากาศ สถานีโทรทัศน์ไอทีวี ผ่านระบบยูเอชเอฟ อย่าง เป็นทางการ ในเวลา 24.00 น. ของวันที่ 7 มีนาคม และให้กรมประชาสัมพันธ์ ดำเนินการออกอากาศ สถานีโทรทัศน์ชื่อใหม่ ในคลื่นความถี่เดิม โดยใช้ชื่อว่า สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี โดยเป็นการออก อากาศอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เวลา 00.00 น. ของวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2550 เป็นต้นไป
ปรากฎการณ์ความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างฝ่ายบริหารของสถานีโทรทัศน์TITVกรณีคำสั่งกรมประชาสัมพันธ์ ล่าสุด(20ธ.ค.50)ที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึงผลสะเทือนที่มีต่อสถานการณ์ของบ้านเมือง โดยเฉพาะในห้วงที่ อีกเพียงไม่ถึง 3 วันจะมีมีการเลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้น ในขณะที่ ทีไอทีวี.ที่แม้จะมีการปรับสภาพมาแล้วหนใหญ่จากITVเป็นTITVและมีการเปลี่ยนสภาพครั้งใหญ่ที่ส่งผลให้มีการกระจัดกระจายของ "คนข่าว" ระดับบริหารหลายคนออกไปอยู่หน้าจอทีวี.อื่น..หากทว่าวิบากกรรมของการเปลี่ยนแปลงสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ก็ยังไม่จบสิ้น โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงหนล่าสุดเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนผ่าน จากทีไอทีวีสู่ทีวีสาธารณะ ในวันที่ 1 ม.ค.2551
โดย ได้มีหนังสือคำสั่งจากกรมประชาสัมพันธ์ 2 ฉบับ(21ธ.ค.50) คือ ฉบับที่1. ว่าด้วยเรื่องของ การแต่งตั้งผู้บริหารสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยูเอช เอฟ (TITV) เพื่อให้ เกิดการบริหารการจัดการและการดำเนินงานของสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ (TITV) เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และต่อเนื่องพร้อมที่จะรองรับการเปลี่ยนผ่านไปเป็นองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ทีวีสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ จึงแต่งตั้งผู้บริหารสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ (TITV) ดังนี้
1.นายนพพร พงษ์เวช ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถานี (ด้านการบริหาร) 2. นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถานี (ด้านข่าวและรายการ) และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายข่าว 3. นายอัชฌา สุวรรณปากแพรก ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถานี (ด้านข่าวและรายการ) และ 4.นายธนา ทั่วประโคน ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถานี (ด้านการบริหาร)
ส่วนฉบับที่ 2 ว่าด้วยเรื่องของ การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติงานสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยูเอช เอฟ (TITV) ทั้งหมด 12 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบรรณาธิการบริหารของฝ่ายข่าวทีไอทีวี โดยมี 4รายที่ย้ายขึ้นมาเป็น รองผู้อำนวยการฝ่ายข่าว คือ 1.นายฉัตรชัย ตะวันธรงค์ 2.นายอลงกรณ์ เหมือนดาว 3.นายจอม เพชรประดับ 4.นายธนกร ศรีสุขใส และอีก 8 ราย ย้ายขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายข่าว ได้แก่ 1.นายสมา โกมลสิงห์ 2.นางสาวฉัตรรัศม์ ปิยทัศน์สิริ 3.นายอำไพ โพธิ์ชัยรัตน์ 4.นายชิบ จิตนิยม 5.นายประทีป คงสิบ 6.นายเชาวัศ วณิชพันธ์ 7.นายนุกูล อนุโตและ 8.นางสาวประไพ ยั่งยืน
โดยทั้ง 12 รายนี้ให้มีหน้าที่รับผิดชอบตามภารกิจของฝ่ายข่าว ดังนี้ 1.รับเรื่องร้องเรียนและร้องทุกข์ 2.การรายการข่าวสถานการณ์ประจำวัน 3.การคุ้มครองประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนและถูกเอาเปรียบ 4.การตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่น 5.การเปิดพื้นที่ข่าวสารและการมีส่วนร่วมให้กับกลุ่มต่างๆในสังคม และ6.การส่งเสริมและสร้างสรรค์เวทีทำความดี
สำหรับผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งอื่นๆให้เป็นไปตามเดิมทุกประการ ลงนามโดย นายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ สั่ง ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2550
ปรากฎการณ์นี้ แน่นอนถือเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ช็อความรู้สึกของคนข่าวทีไอทีวี.อีกละลอก โดยเฉพาะในส่วนของผู้บริหารงานด้านข่าวที่มีการเปลี่ยนแปลงในตัวผู้บริหารระดับสูงอย่าง นายอัชฌา สุวรรณปากแพรก จากผู้อำนวยการฝ่ายข่าว มาเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการสถานี โดยมี นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม เข้ามา ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถานี (ด้านข่าวและรายการ) และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายข่าว

ไม่แปลกที่ปรากฎการณ์นี้ จะส่งผลทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในทีไอทีวี.อีกละลอก โดยวันเดียวกัน(21ธ.ค.)กลุ่มพนักงานฝ่ายข่าวทั้งหมดของสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ได้เปิดแถลงข่าวด่วนกรณีการโยกย้าย
ผู้บริหารฝ่ายข่าวทีไอทีวีอย่างกะทันหัน โดยมีแกนนำร่วมแถลงข่าว 5 คน คือ นางสาววรวีร์ วูวนิช บรรณาธิการข่าว Hot News Hot Weekend, นายจตุรงค์ สุขเอียด บรรณาธิการข่าวเฉพาะกิจ, นางตวงพร อัศววิไล บรรณาธิการข่าวประจำวัน, นายเชิงชาย หว่างอุ่น Program Director ข่าว Hot News และHot News Hot Weekend และนายพีระวัฒน์ โชติธรรมโม Program Director ข่าวเช้า พร้อมฝ่ายข่าวทีไอทีวีหลายสิบคน ได้ร่วมกันแถลงการณ์ถึงความไม่โปร่งใสและไม่ชอบมาพากลในคำสั่งโยกย้าย ตำแหน่งสำคัญๆในฝ่ายข่าว ถึง 12 ตำแหน่ง ในวันอังคารที่ 18 ธ.ค.ที่ผ่านมา จากคำสั่งของอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ จำนวน 2 ฉบับ โดยเริ่มตั้งแต่ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายข่าว จนถึงบรรณาธิการประจำวัน หลังจากที่ทางทีไอทีวี ได้ยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีและมีการแถลงข่าวของทีไอทีวีในวันจันทร์ (17ธ.ค.) ที่ผ่านมา
โดยเฉพาะตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายข่าว ที่ย้ายนายอัชฌา สุวรรณปากแพรก ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ออกจากตำแหน่ง โดยให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการสถานี ซึ่งจะเป็นตำแหน่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในโครงสร้างสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีและได้แต่งตั้งให้นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (หนูแก้ว) ที่ครั้งหนึ่งเคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเอ็นเอ็น จำกัด เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายข่าวแทนนั้น ทางพนักงาน ฝ่ายข่าวทีไอทีวี ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การโยกย้ายครั้งนี้จะมาจากสาเหตุทางการเมืองหรือไม่ เพราะเป็นคำสั่งโยกย้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นเพียง 1 วัน
มีความน่าสนใจ ว่า การเปลี่ยนแปลงหนนี้ของทีไอทีวี.มีการ "โฟกัส" ได้ที่การเข้ามาของ "คนใหม่" อย่าง "สนธิญาณ ชิ่นฤทัยในธรรม(หนูแก้ว)" ที่เสมือนหนึ่งว่าเป็นการส่งเข้ามา "กุมสภาพ" ฝ่ายข่าวของ
ทีไอทีวี.ที่ก่อนหน้า ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายทั้งใน คมช.และฝ่ายรัฐว่า นำเสนอข่าว-รายการ ที่มีเนื้อหาบางครั้งอาจเป็นลบกับฝ่ายคมช.และรัฐบาล ขณะที่หลายครั้งก็มีการให้พื้นที่ข่าวกับ "สมัคร
สุนทรเวช" หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ทั้งที่สถานีโทรทัศน์ช่องอื่นไม่ค่อยจะเปิดพื้นที่ให้ กระทั่งถูกมองว่ายังมี "เยื่อใย" กับ "ทักษิณ ชินวัตร"
จึงไม่แปลกที่ "สนธิญาณ" จะถูกถามถึงตัวตนความเป็นมา รวมถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังในการเข้ามาเป็นผู้บริหารทีไอทีวี.ในระยะเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น ทีวีสาธารณะของสถานีโทรทัศน์เสรีแห่งนี้ ว่าเป็นใครมาจากไหน และทำไมถูกเลือกให้เข้าไปจัดการสภาพในทีไอทีวี.รวมไปถึงท่าทีของเขาต่อการเข้ามาทีไอทีวี.ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจะต้องเผชิญกับแรงกระเพื่อมอันรุนแรงจากกลุ่มผู้บริหารพนักงาน
"พันธกิจ 6 ข้อ นำไปสู่ข่าวที่แตกต่างจากโทรทัศน์รายการข่าวอื่นที่อยู่ในรูปแบบเชิงพาณิชย์ เป็นความแตกต่างสู่เรื่องราวของประชาชน ปัญหาของประชาชน มีความเกี่ยวข้องกับประชาชน"
"พันธกิจ 6 ข้อ ที่ทำมาสำหรับคน 12 คน เป็นผู้ช่วย 6 สายงาน โดยมีJobเป็นตัวตั้ง และไปหาโครงสร้าง บรรณาธิการข่าวแต่ละสายตามโครงสร้าง ให้คนทำงาน และนำไปสู่กระบวนการออกอากาศ ทีเน้นการวิเคราะห์ เจาะลึก หาความจริง รายงานข่าวการทุจริต การไม่ได้รับความเป็นธรรมของประชาชน การมีส่วนร่วมของประชาชน"
"ความตั้งใจคือการเข้ามาบริหารในช่วงเวลา 3 เดือน ภายใต้เนื้อหาและโครงสร้าง รวมถึงบุคลากรที่เป็นคนข่าวของทีไอทีวี.อยู่แล้ว ดังนั้น ไม่ว่าต่อไปใครจะเข้ามาเป็นผู้บริหารทีวีสาธารณะ ถ้าจะไม่เอาบุลคลากรที่เข้าใจเนื้อหาและแนวทางข่าวเพื่อประชาชนก็แปลก"
"เนื้อหาที่จะออกมาจะเป็นการเมืองภาคประชาชนมากขึ้น เกิดการตั้งขบวนการภาคประชาชนมีความเข้าใจ มีการตอบสนองที่ทันใจประชาชน ซึ่งจุดยืนของคอนเซ็ปต์คือการยืนอยู่ข้างประชาชนตามพันธกิจ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่นทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรต่างๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรข่าวปกติทำอยู่แล้ว"
"โดยในแนวทาง 6 พันธกิจ มอบให้ 8 คนหลักเป็นคนนำการปฏิบัติการข่าวแต่ละสาย..ซึ่งภาพรวม 12 คนทั้งหมดก็ทำตามพันธกิจ เพื่อทีมของตัวเอง โดยรอง 4 คน จัดการ บริหาร 3 คนแยกกันดูแล ที่เหลือข้างล่างตามสายงานและตั้ง บก.สายของตัวเอง"
"เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการแทรกแซงทางการเมือง เพราะสำหรับตัวเองพิสูจน์ได้จากจุดยืนที่เคยก่อตั้งและทำสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น.มาแล้ว ซึ่งปัจจุบันไอเอ็นเอ็น.ก็ยังคงเดินทางแนวทางการตรวจสอบอำนาจ
รัฐ และตรวจสอบความไม่ถูกต้อง"
"ความจริงพนักงานทีไอทีวี.จะหมดสัญญานในวันที่ 31 ธ.ค.50 อยู่แล้ว การมีคำสั่งดังกล่าว เพื่อเดินไปสู่ทีวีสาธารณะทำให้ 12 คน ได้ต่อสัญญาโดยปริยาย และทั้ง 12 คนสามารถไปเตรียมคนข้างล่าง
ซึ่งทุกอย่างยังคงเป็นไปตามเดิม"
นี่เป็นแนวทางบางส่วนของ "สนธิญาณ" ในการเตรียมเข้ามาบริหารงานด้านข่าวของทีวีสาธารณะ ทีไอทีวี.ในจังหวะการเปลี่ยนผ่าน
ทว่าน่าสนใจที่ว่า "สนธิญาณ" นั้นไม่ได้เคยมีชื่อปรากฎมาก่อนว่าจะมาเป็นผู้บริหารทีไอทีวี.ในจังหวะเปลี่ยนผ่านดังว่านอกจากจะเคยมีกระเซ็นกระสายว่าอาจเป็น "เทพชัย หย่อง" ขณะที่ "สนธิญาณ"
นั้นชื่อของเขาก่อนหน้านี้ก็เคยไปปรากฎในการเข้าชิงเก้าอี้ ผอ.อส.มท.เช่นกัน....
อาจมีไม่กี่คนที่จะรู้จักเขา นอกจากคนในแวดวงวิทยุโทรทัศน์ และในกลุ่มคอการเมือง-การทหาร ที่พอจะทราบว่า ในหลายๆเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองนับตั้งแต่ยุคเมื่อ 15 ปีก่อน "สนธิญาณ" มีบทบาทอยู่ในระดับสำคัญ ในการให้คำปรึกษาผู้ใหญ่ของบ้านเมืองในการฝ่าวิกฤติการณ์ปัญหาในระดับคอขาดบาดตายมากมาย..
แม้กระทั่งในระยะที่ประเทศไทยเกิดการรัฐประหารยังคงหนล่าสุด จุดยืนของ "สนธิญาณ" ก็ยังคงยืนอยู่กับฝ่ายประชาชน ซึ่งตรงข้ามกับฝ่ายอำนาจรัฐและกองทัพ..หากแต่ก็มีแม่ทัพน้อยใหญ่หลายรายก็ยังชอบที่จะรับฟังความคิดความเห็นการวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาบ้านเมืองของเขา
ไม่แปลกที่ด้วยความกว้างขวางของเขาที่แม้จะไม่ปรากฎ เป็น "บทบาท" แต่ก็อาจทำให้หลายฝ่าย โดยเฉพาะผู้บริหารหรือพนักงานทีไอทีวี.รู้สึกคลางแคลงและ "ต่อต้าน"
ทว่า หากย้อนภาพกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน จะพบว่าความจริงคอนเซ็ปต์ของ "ไอทีวี." ทีวีเสรี ที่เกิดเมื่อครั้งรัฐบาลอานันท์นั้น แก่นกลางความคิดที่เป็นพิมพ์เขียวของ "ไอทีวี." ในยุคแรกที่เข้มข้นดุดันและเป็นที่พึ่งของสังคมได้เป็นอย่างดีนั้น เกิดมาจาก "ความคิด" ของ "สนธิญาณ" ที่เป็นผู้ออกแบบ "โมเดล" โทรทัศน์ของประชาชนขึ้นมา เพียงแต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ "ไอทีวี." ถูกผสมไปด้วยอัตราส่วนของ "บันเทิง" และเนื้อหาที่ไม่ใช่ข่าวมากขึ้น กลายเป็นโทรทัศน์พาณิชย์ กระทั่งเกิดปัญหา..และมาสู่จุดเปลี่ยนหลายครั้ง แม้กระทั่งครั้งล่าสุด..
"สนธิญาณ" เป็นผู้ออกแบบโมเดลนี้และเสนอเข้าประมูลร่วมกับกับสยามทีวี.เมื่อครากระโน้น ในขณะที่" "สนธิญาณ" ยังบริหาร"สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น." ที่เขาก่อตั้งขึ้น..ภายใต้โมเดลที่คล้ายกัน ไม่ว่าจะ
เป็นโทนข่าวการตรวจสอบ ขุดคุ้ยเจาะลึก สดทันทีที่มีข่าว และการดูแลสังคม อย่าง "วิทยุร่วมด้วยช่วยกัน" ซึ่งแนวทางสำนักข่าวแบนี้ ถูกนำไปประยุกต์เป็นคอนเซ็ปต์ของไอทีวี.ยุคนั้น ซึ่งกลุ่มเนชั่นได้
เข้าไปทำ และทำได้ดีจน ไอทีวี.ได้รับความนิยม
ขณะเดียวกัน "คนข่าว" จาก "สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น." เองก็เข้าไปอยู่ในใต้ร่มชายคา ไอทีวี.พอสมควร (ซึ่งจุดนี้อาจทำให้ "สนธิญาณ" สามารถ "ต่อเชื่อม" กับ "คนคุ้นเคย" หลายคนที่ยังอยู่ และลดแรงกระเพื่อมในการเข้าไปบริหารครั้งนี้ได้)
ในขณะที่ "สนธิญาณ" หลังจากพลาดหวัง ในการพาทีมงานสำนักข่าวเข้าไปทำข่าวทีวี.เพราะเกิดความขัดแย้งในกลุ่มทุนที่เข้าประมูลทีวีเสรีครั้งนั้น ก็กลับมาบริหารไอเอ็นเอ็น.ที่รุกต่อไปในสื่อวิทยุ กระทั่งขยายมาสู่สื่อสิ่งพิมพ์ และ ข่าวสั้น(SMS) บนมือถือ ที่ถือว่าได้รับการยอมรับในระดับสูง
กระทั่งถึงจุดหนึ่งที่เขาแยกตัวไปทำสำนักข่าวทีนิวส์ขึ้นมาเมื่อต้นปี 2550 ที่ผ่านมา โดยมีทีมข่าวส่วนหนึ่ง โดยความตั้งใจว่าจะสร้างสำนักข่าว และสำนักพิมพ์ของตัวเองขึ้นมาเอง ก่อนที่จะมาปรากฎ ชื่อของเขาเข้ามาเป็น ผอ.ฝ่ายข่าว ทีไอทีวี. เป็น ผอ.ข่าว ที่เข้ามาโดยมีผลกระทบต่อ ผอ.ข่าวคนเดิม และผู้บริหารฝ่ายข่าวหลายคน จนเกิดแรงต้านลึก...เป็นผอ.ข่าวชื่อ "สนธิญาณ" ที่จะมี "บทบาท" ในการกุมสภาพเนื้อหาการนำเสนอข่าว-รายการของ สถานีโทรทัศน์แห่งนี้ที่ "อดีต" เขาเคยเป็นผู้สร้างโมเดลคอนเซ็ปต์ แต่ไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติการเมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่ "ปัจจุบัน" ในจังหวะของการ "เปลี่ยนผ่าน" ไปสู่ทีวีสาธารณะ เขาก็กลับมา แต่จะมีโอกาสทำให้ "โมเดลใหม่" ที่เขากำลังคิดซึ่งเปลี่ยนแปลงสภาพไปตามยุคสมัยเวลา ได้หรือไม่ และหากได้เข้ามาบริหารจัดการจริง สถานีโทรทัศน์แห่งนี้จะได้รับความนิยมเพราะด้วยเพราะเป็น "ทีวีสาธารณะ" เป็นที่พึ่งพาของประชาชนได้อย่างแท้จริงโดยปราศจากการแทรกแซงครอบงำจาก "อำนาจรัฐ" หรือไม่ ประชาชนสังคม จะเป็นผู้ตัดสินเอง
เรื่องประกอบ1
**********************
มารู้จัก “สนธิญาณ “นายใหญ่ทีไอทีวีคนล่าสุด!
**********************
พลันที่มีชื่อของ “สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม(หนูแก้ว)” เข้ามารับหน้าเสื่อในการดูแล “สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี” ก็ก่อเกิดความเคลื่อนไหวในวงการสื่อและสังคมสาธารณะในวงกว้าง พร้อมกับคำถามตาม
มาว่า “สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม” ผู้นี้เป็นใคร?
อันที่จริง นามของ “สนธิญาณ” ก็จัดเป็น “บิ๊กเนม” ในวงการสื่อสารมวลชนอยู่พอสมควร ค่าที่ว่าเขาถือว่าเป็นผู้บุกเบิก “สถานีวิทยุข่าว24ชั่วโมง” เป็นเจ้าแรกๆ อีกทั้ง ยังผ่านการเป็นผู้กุมบังเหียนหนังสือพิมพ์ระดับฮารด์คอร์อยู่หลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น “อาทิตย์วิเคราะห์รายวัน-รายสัปดาห์” หรือจะเป็น “ไอ.เอ็น.เอ็น.เอ็กคูลซีฟนิวส์” ฯลฯ อีกทั้งยังมีงานเขียนดังๆอย่าง “ใจที่วางทางที่เดิน” อำนาจใดจักยืนยง คงค้ำฟ้า ฯลฯ
ถ้าจะเท้าความกลับไปชีวิตของ “สนธิญาณ” โลดโผน และเคี่ยวกรำกับประสบการณ์นานาชนิด จากชีวิตเด็กกำพร้าในดินแดนภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช (วันนี้เขาตั้งสถานปฏิบัติธรรม “ชื่นฤทัยในธรรม-สนธิญาณ” ที่บ้านเกิด) ที่ใช้ชีวิตเยี่ยง “นักเลง” มาจนเข้าป่าจับปืน ถูกวางบทบาทเป็นคอมมิวนิสต์ หัวรุนแรง เกือบจะจบชีวิตตนเองหลายครั้งหลายคราวแต่ต่อมาออกจากป่าเข้าสู่รั้วพ่อขุน ร่ำเรียนจนความรู้แน่นปึก ก่อนจะไปเป็น “พนักงานควบคุม” การผลิตและจัดจำหน่ายน้ำตาลทราย บริษัทแห่งหนึ่ง และได้กลายเป็น “ผู้สื่อข่าว” ของ “สถานีโทรทัศน์ช่อง3” อันเป็นจุดเริ่มของ”คนข่าวมืออาชีพ”
หลังจากนั้น “สนธิญาณ” ก็เข้าสู่เส้นทางธุรกิจวิทยุ จัดตั้ง “สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น” (สำนักทรัพย์สินฯถือหุ้น) ขึ้นผลิตข่าว 24 ชั่วโมงสร้างความฮือฮาให้กับวงการสื่อด้านวิทยุอย่างมากในช่วงนั้น ด้วยการ
เสนอข่าวที่ “เร็ว-แรง” ( จนทำให้ “สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น” ( ต้องมรสุมอยู่หลายครั้งหลุดหน้าปัดหลายคราว
นสพ.ผู้จัดการรายเดือน เคยรายงานข่าวไว้ว่า “ไอเอ็นเอ็น” ถือกำเนิดขึ้นมาจาก “ข่าวด่วนพล.1” ( เริ่มมาจากแนวคิดของพล.อ.มงคลอัมพรพิสิฏฐ์ ซึ่งเป็นผู้บัญชาการของพล.1ในขณะนั้น ต้องการปรับปรุงวิทยุเอเอ็มพล.1 ให้เป็นระบบสเตอริโอ จึงนำเรื่องมาเสนอกับจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และเป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลเปรมติณสูลานนท์ในสมัยนั้น..
ดร.จิรายุนำเรื่องมาปรึกษากับสนธิญาณซึ่งในขณะนั้นทำงานอยู่สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ก็มีความสนใจในเรื่องสื่อวิทยุมานาน เพราะมองเห็นว่าสื่อวิทยุจะมีบทบาทมากขึ้น แม้จะเป็นสื่อเสริมแต่ก็เป็นสื่อที่เข้าถึงคนได้สะดวกและง่ายที่สุด และที่สำคัญมีราคาถูกคนทั่วไปหาซื้อเครื่องรับได้ในราคาไม่กี่สตางค์ สิ่งที่ "สนธิญาณ"มองเห็นมากไปกว่านั้น การนำเสนอในรูปแบบของ “ข่าวสาร” ที่ยังเป็นช่องว่างอยู่ในเวลานั้นเพราะคลื่นบนหน้าปัดในเวลานั้นถูกใช้เวลาไปกับ “เพลง” แทบทังสิ้น
“ข่าวด่วนพล.1” จึงเป็นก้าวแรกของ "ไอเอ็นเอ็น"ที่เริ่มต้นขึ้นมาในเดือนมกราคม 2532”
จนกระทั่งในปี 2536 สำนักนายกรัฐมนตรีได้เปิดให้มีการประมูลทีวีเสรีขึ้น ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินฯ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมประมูลและเขาพา “ไอเอ็นเอ็น” เข้าเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของสยามทีวี แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น ร่วมกับผู้ถือหุ้นอื่นๆ และสยามทีวีก็สามารถคว้าชัยชนะมาได้
การก่อกำเนิดของ “ไอทีวี” ก็เริ่มต้นนับตั้งแต่บัดนั้นแต่ในที่สุดด้วย “อุบัติเหตุบางอย่าง” ทำให้เขาไม่สามารถอยู่บริหารงานที่ไอทีวีได้... “ไอเอ็นเอ็น” ต้องถอนตัวออกมา
“สนธิญาณ” หันมาวางรากฐานและสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับ “ไอเอ็นเอ็น” จนได้ “ยูคอม” มาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ใน"ไอเอ็นเอ็น "จากนั้นชีวิตของเขาก็โลดแล่นไปตามครรลอง มีการไปพักร้อนที่อื่นบ้าง
แล้วก็กลับมาเป็นนายใหญ่ของ “ไอเอ็นเอ็น”” อีก
จนมาปี2550 เขา โผบินออกไปตั้ง “สำนักข่าวทีนิวส์” พร้อมด้วย สำนักพิมพ์กรีนปัญญาญาณ
ก่อนหน้านี้ มีชื่อของ “สนธิญาณ” เป็น1 ในแคนนิเดตผู้ท้าชิงตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท. ที่ภายหลังลูกหม้อเก่าจากเครือผู้จัดการ “วสันต์ ภัยหลีกลี้” ก็กำชัยไป
และล่าสุดชื่อชอง “สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม” ถูกกล่าวถึงอีกครั้งในฐานะ รองผู้อำนวยการสถานีด้านข่าวและรายการ และรักษาการผู้อำนวยการฝายข่าวแทน “อัชชา สุวรรณปากแพรก” ผอ.ฝ่ายข่าว ที่ถูกย้ายไปนั่งในตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการสถานีด้านข่าวและรายการ
นับเป็นการสร้าง “ฝันที่เป็นจริง” ให้กับ “สนธิญาณ” ที่จะได้เข้ามาทำทีวีหลังจากผลัดพรากจากไอทีวีไปเมื่อ 14ปีก่อน และด้วยความเก๋าบวกคอนเน็คชั่นทั้งนักการเมือง-ทหาร-พันธมิตร-นักวิชาการ น่าจะนำพา “ทีไอทีวี” ไปยังเป้าประสงค์ที่ต้องการได้ส่วนจะทำได้แค่ไหนนั้น....เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์!!
--------------
เรื่องประกอบ2
***************
จากไอทีวีสู่ทีไอทีวี
***********
แนวคิดการก่อตั้งไอทีวี เกิดขึ้นในรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 เนื่องจากในขณะเกิดเหตุการณ์ สื่อโทรทัศน์ จำนวน 5 ช่อง ในขณะนั้น คือ ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง 9 ช่อง 11 มิได้รายงานข่าวเหตุการณ์นองเลือด ตามความเป็นจริง ประกอบกับ มีเสียงเรียกร้องจากประชาชน ให้เปิดดำเนินการสถานีโทรทัศน์เสรี ในระบบยูเอชเอฟ เพื่อให้คนไทยมีโอกาสได้รับรู้ ข่าวสารที่ถูกต้องเป็นกลางอย่างแท้จริง
สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) โดย นายมีชัย วีระไวทยะ ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแล การเปิดสัมปทาน สถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ กำหนดเงื่อนไขของสัมปทานไว้ว่า ผู้รับสัมปทานจะต้องมีผู้ถือหุ้น 10 ราย แต่ละรายต้องมีสัดส่วนหุ้นที่เท่ากัน พร้อมกับแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน เพื่อป้องกันการผูกขาด และมีสัดส่วนเนื้อหา รายการข่าวและสาระ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 และ รายการบันเทิง ไม่เกินร้อยละ 30บริษัทผู้เข้าประมูล มีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ คือ1.กลุ่มสยามทีวี มีแกนหลักคือ ธนาคารไทยพาณิชย์, กลุ่มสหศินิม่า (มีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถือหุ้นใหญ่), กลุ่มหนังสือพิมพ์เดลินิวส์, กลุ่มบอร์นของนายไตรภพ ลิมปพัทธ์, สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น, หนังสือพิมพ์ดอกเบี้ย และหนังสือพิมพ์ตงฮั้ว กลุ่มนี้เสนอผลตอบแทนสูงสุดประมาณปีละ 1000 ล้านบาท ตลอดทั้งอายุสัมปทาน 25 ปี ประมาณ 25000 ล้านบาท
2.กลุ่มผู้ผลิตรายการ ประกอบด้วย กลุ่มเนชั่น, กลุ่มแปซิฟิค ของนายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา โดยมี ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล เป็นผู้ควบคุมเนื้อหา, กลุ่มมติชน และกลุ่มสามารถ คอร์ป กลุ่มนี้ได้คะแนนเนื้อหาเป็นอันดับหนึ่ง แต่เสนอผลตอบแทนตามเกณฑ์ขั้นต่ำประมาณปีละ 500 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2538 ผลการประมูล สรุปว่า กลุ่มบริษัท สยามทีวีแอนด์คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ ได้รับอนุมัติ ให้เป็นผู้ดำเนินงานบริหารสถานีฯ เป็นเวลา 30 ปี (สิ้นสุดวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568) ค่าสัมปทาน 5,200 ล้านบาท จากราคากลาง 10,000 ล้านบาท
ได้มีการลงนามในสัญญากับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 โดยมีนายอภิลาศ โอสถานนท์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ลงนามสัญญากับนายเกษม จาติกวณิช ประธานกรรมการ และนายโอฬาร ไชยประวัติ รองประธานกรรมการบริษัท สยาม อินโฟเทนเมนท์ จำกัด
ต่อมา ไอเอ็นเอ็น ดอกเบี้ย และตงฮั้วถอนตัวออกไป กลุ่มสยามอินโฟเทนเมนท์ จึงดึงเครือเนชั่น คู่แข่งที่เข้าร่วมประมูลแต่ไม่ได้รับเลือก เข้าร่วมทุนด้วย ดังนั้นจึงมีผู้ร่วมทุนทั้งหมดประกอบด้วย สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ผ่าน สหศินิมา) เครือ เนชั่น กันตนา กรุ๊ป เครือวัฏจักร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ บริษัท ล็อกซเล่ย์ฯ บอร์น และ ไจแอนท์ฯ
โดยตั้งชื่อสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ว่า สถานีโทรทัศน์ไอทีวี (สถานีฯ) เริ่มออกอากาศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 โดยวางนโยบาย ให้เป็นสถานีโทรทัศน์ ที่ให้ความสำคัญกับ รายการข่าว และสถานการณ์ปัจจุบัน
ต่อมาในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 บริษัทฯ ขาดทุนอย่างหนัก ธนาคารไทยพาณิชย์ ในฐานะผู้ถือหุ้น และเจ้าหนี้รายใหญ่ ได้เปลี่ยนแปลงประธานกรรมการไอทีวี จากนายโอฬาร ไชยประวัติ เป็น นายประกิต ประทีปะเสน อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธ.ไทยพาณิชย์ และมีนโยบายที่จะแก้ปัญหาการขาดทุน โดยต้องการอำนาจการบริหารเบ็ดเสร็จ โดยผลักดันให้มีการแก้ไขสัญญาสัมปทาน
โดยเฉพาะในเรื่องการกระจายผู้ถือหุ้น และจะนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คณะรัฐมนตรี รัฐบาลชวน หลีกภัย มีมติเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 อนุมัติให้มีการแก้ไขสัญญาสัมปทาน ด้วยเหตุผลว่าเพื่อให้สอดคล้องกับ พรบ.บริษัทมหาชน และเป็นไปตามข้อบังคับของ ตลท. และมีการแก้ไขสัญญาสัมปทานเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2543
ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2543 ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ดึงกลุ่มชิน คอร์ปอเรชั่น (ชินคอร์ป) เข้ามาถือหุ้นไอทีวีด้วยวงเงิน 1600 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 39% ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ได้แปลงหนี้ เป็นทุน มีสัดส่วน 55% โดยมอบสิทธิ์การบริหารให้กับชินคอร์ป โดยชินคอร์ปได้เสนอซื้อหุ้นสามัญฯ จากผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ ด้วย ส่งผลให้กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ และส่งผู้บริหารเข้ามาบริ หารไอทีวี ประกอบด้วย บุญคลี ปลั่งศิริ, สรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล, ทรงศักดิ์ เปรมสุข
ต่อมาชินคอร์ป ดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทฯ เป็น 1,200 ล้านบาท และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2545 และได้เสนอขายหุ้นของบริษัทฯ แก่ ประชาชนทั่วไป
เมื่อ พ.ศ. 2546 ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนอีกครั้ง เป็น 7,800 ล้านบาท โดยออกหุ้นสามัญใหม่ จำนวน 300 ล้านหุ้น เป็นเงิน 1,500 ล้านบาท เพื่อจัดสรรเป็นการเฉพาะ ให้กับพันธมิตร คือ นายไตรภพ ลิมปพัทธ์ และ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) สถานีฯ จึงได้ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ ด้วยการปรับผังรายการใหม่ และเพิ่มรายการบันเทิง แต่ต่อมาใน พ.ศ. 2548 พันธมิตรทั้งสองราย ปฏิเสธที่จะซื้อ หุ้นร่วมทุน แต่ยังคงผลิตรายการให้กับสถานีฯ ต่อไป
ในปี พ.ศ. 2547 ชินคอร์ป ได้ยื่นเรื่องต่อ อนุญาโตตุลาการ ขอแก้ไขสัญญาสัมปทาน และขอลดค่าสัมปทาน ที่ต้องจ่ายให้รัฐ ปีละ 1,000 ล้านบาท โดยอ้างว่า เอกชนรายอื่นจ่ายต่ำกว่า (ช่อง 3 สัมปทาน
30 ปี (2533-2563) 3,207 ล้านบาท ปีละ 107 ล้านบาท / ช่อง 7 สัมปทาน 25 ปี (2541-2566) 4,670 ล้านบาท ปีละ 187 ล้านบาท / ช่อง 5 และ โมเดิร์นไนน์ ทีวี ไม่ต้องเสียค่าสัมปทาน เนื่องจากเจ้า
ของคลื่นความถี่ดำเนินการออกอากาศเอง)
ต่อมาสปน.ได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการต่อศาลปกครอง ในคดีหมายเลขดำที่ 476/2547 ในประเด็นที่มีคำวินิจฉัย มีการระบุให้แก้ไขในสัญญาร่วมการงาน เรียกร้อง ให้ศาลปกครองกลาง พิจารณาเพิกถอนคำสั่งของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการดำเนินการที่ผิดเจตนารมณ์ และ สปน.ระบุว่า อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยเกินขอบเขตอำนาจ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา ให้เพิกถอนคำสั่งของอนุญาโตตุลาการ ที่ชี้ขาดให้ สปน. ลดค่าสัมปทานให้สถานีฯ และให้ สปน. จ่ายค่าชดเชยให้บริษัทฯ
จากคำพิพากษาดังกล่าว ส่งผลให้ สถานีฯ ต้องจ่ายค่าสัมปทาน ปีละ 1,000 ล้านบาท เช่นเดิม และ ต้องปรับสัดส่วน รายการข่าวและสาระ ต่อรายการบันเทิง กลับไปเป็น ร้อยละ 70 ต่อ 30 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังต้องเสียค่าปรับ จากการผิดสัญญาสัมปทาน จากการเปลี่ยนแปลงผังรายการ ที่ไม่เป็นไปตามสัญญาสัมปทาน คิดเป็นร้อยละ 10 ของค่าสัมปทานในแต่ละปี โดยคิดเป็นรายวัน วันละ 100
ล้านบาท นับตั้งแต่ เริ่มมีการปรับผังรายการ รวมระยะเวลา 2 ปี เป็นค่าปรับทั้งสิ้น ประมาณ 9.4 หมื่นล้านบาท
โดยศาลปกครองกลาง ได้ให้เหตุผลประกอบคำพิพากษาว่า การที่อนุญาโตตุลาการ ชี้ขาดให้ลดค่ามปทาน มีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ และเป็นการแก้ไขสัญญาสัมปทานของรัฐ ซึ่งอยู่นอก เหนืออำนาจของอนุญาโตตุลาการ บริษัทฯ จึงได้ยื่นอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลปกครองกลาง ต่อศาลปกครองสูงสุด
ต่อมา ในวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืน ตามคำตัดสินของศาลปกครองกลาง ส่งผลให้ บริษัทฯ ยังต้องจ่ายค่าสัมปทาน ปีละ 1,000 ล้านบาท เช่นเดิม และ สถานีฯ ต้อง
ปรับผังรายการ ตามสัดส่วนเดิม โดยปรับใช้ในวันรุ่งขึ้นทันที เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียค่าปรับเพิ่ม ในกรณีที่ตกลงกันไม่ได้
วันที่ 14 ธันวาคม 2549 นายจุลยุทธ หิรัณยะวสิต ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดแถลงข่าว เรียกให้ ไอทีวี ชำระค่าสัมปทานที่ค้างอยู่ทั้งสิ้น 2,210 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 15% เป็นจำนวนเงินรวม 464.5 ล้านบาท มาชำระให้ สปน.ภายใน 45 วัน และให้ชำระค่าปรับกรณีทำผิดสัญญาเรื่องผังรายการ อีกกว่า 97,760 ล้านบาท จากนั้นมีการต่อเวลาเรียกชำระมาอีก 30 วัน (สิ้นสุด วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2550)
ต่อมาที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ว่า หากไอทีวีไม่สามารถจ่ายค่าปรับและค่าสัมปทานค้างจ่าย คิดเป็นเงินประมาณ 1 แสนล้านบาทได้ภายในวันที่ 7 มีนาคม ให้สำนัก งานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเลิกสัมปทานกับไอทีวี
ในวันเดียวกัน นายบุญคลี ปลั่งศิริ ในฐานะตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท ยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง ส่วนนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ประธานกรรมการบริหาร ออกแถลงข่าวว่า ไอทีวีพร้อมให้ ความร่วมมือ ที่รัฐจะให้หน่วยงานใหม่เข้ามาใช้สถานที่ และอุปกรณ์เพื่อออกอากาศสถานีโทรทัศน์ยูเอชเอฟ อย่างต่อเนื่อง หากไอทีวีถูกยกเลิกสัญญาสัมปทาน
คณะกรรมการบริหารชุดใหม่ของไอทีวี จำนวน 9 คน ประชุมเป็นนัดแรกเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2550 มีมติเปลี่ยนชื่อสถานีเป็น ทีไอทีวี (Thailand Independent Television) และประชุมหาข้อยุติ เรื่องกฎหมายและแผนดำเนินงานเข้าบริหารสถานี ภายหลังการยกเลิกสัมปทาน ในวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2550 คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันอังคารที่ 6 มีนาคม ว่าหากไอทีวีไม่สามารถจ่ายค่าปรับ และค่าสัมปทานค้างจ่าย รวมประมาณ 1 แสนล้านบาท ภายใน 7 มีนาคม ได้ ให้ยุติการออกอากาศเป็นการชั่วคราว เพื่อ ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า รัฐสามารถดำเนินการออกอากาศต่อเนื่องได้หรือไม่ ในวันที่ 9 มีนาคม ขณะเดียวกัน ให้ยึดเครื่องส่งโทรทัศน์ยูเอชเอฟ มาเก็บรักษาไว้ที่กรม ประชาสัมพันธ์
หลังจากมีมติคณะรัฐมนตรี ประชาชนจำนวนมาก ได้เดินทางไปแสดงความเสียใจ และให้กำลังใจ พนักงานไอทีวี ที่สถานีโทรทัศน์ไอทีวี จำนวนมาก ในจำนวนนี้ มีบุคคลในวงการโทรทัศน์หลายท่าน อาทิ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา, นางปนัดดา (วงศ์ผู้ดี) พิพิธสุขสันต์, นายสาธิต ยุวนันทการุญ, นายนิธิ สมุทรโคจร, นายสำราญ ช่วยจำแนก (อี๊ด วงฟลาย) เป็นต้น
ในช่วงเย็น นายจาตุรงค์ สุขเอียด ผู้แทนพนักงานไอทีวี เข้ายื่นไต่สวนฉุกเฉินต่อศาลปกครอง เพื่อให้สถานีโทรทัศน์ไอทีวีสามารถออกอากาศต่อไปได้ โดยศาลปกครองรับเรื่องไว้ และจะให้มารับทราบ ผลการวินิจฉัย ในเวลา 13.00 น. วันที่ 7 มีนาคม คณะกรรมการกฤษฎีกา มีมติเมื่อวันที่ 7 มีนาคม ตีความข้อกฎหมายในกรณีดังกล่าวว่า กรมประชาสัมพันธ์ สามารถดำเนินการออกอากาศโทรทัศน์ระบบยูเอชเอฟต่อเนื่องไปได้ หลังจากนั้น ศาล ปกครองมีคำวินิจฉัยให้คุ้มครองฉุกเฉินสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ให้สามารถออกอากาศต่อไปอย่างต่อเนื่องเช่นกันเมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2550 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ส่งหนังสือยกเลิกสัญญามายัง บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) เพื่อให้ยุติการออกอากาศ สถานีโทรทัศน์ไอทีวี ผ่านระบบยูเอชเอฟ อย่าง เป็นทางการ ในเวลา 24.00 น. ของวันที่ 7 มีนาคม และให้กรมประชาสัมพันธ์ ดำเนินการออกอากาศ สถานีโทรทัศน์ชื่อใหม่ ในคลื่นความถี่เดิม โดยใช้ชื่อว่า สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี โดยเป็นการออก อากาศอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เวลา 00.00 น. ของวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2550 เป็นต้นไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
แสดงความเห็นได้ที่นี่