
วันนี้(๒๒ม.ค.)บังเอิญเจอะเจอเรื่องราวของ"ศิษย์เก่าINN"คนหนึ่งที่ปัจจุบันก็ยังคงทำงานกับไอเอ็นเอ็น.เพียงแต่อยู่ที่ต่างจังหวัด..ซึ่งเห็นว่าน่าสนใจในเส้นทางชีวิตของเขา ทั้งหลักคิดการดำเนินชีวิต ที่ห้วงเวลาหนึ่งระหว่างเส้นทางการผ่าน..เขาได้มีโอกาสร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพวกเราชาว"ศิษย์เก่าไอเอ็นเอ็น."จึงขอนำเรื่องราวของเขามาเสนอ...
--------
ภานุเมศ ตันรักษา ผู้ใช้วิชาชีพสรรค์สร้างแวดวงสื่อสารมวลชน
โดย: สมลักษณ์ คำแสน
นายภานุเมศ ตันรักษา (เมศ) หัวหน้าฝ่ายข่าวส่วนภูมิภาคของสำนักงานไอเอ็นเอ็น ประจำจังหวัดเชียงใหม่
"นักข่าวหรือสื่อมวลชนเป็นคนที่ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา ชอบสังเกต กล้าคิด กล้าทำ กล้าพูดหรือถาม แสดงออกในสิ่งที่สร้างสรรค์ และเคารพสิทธิของคนอื่น เราต้องเป็นกลางในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องไปให้ประชาชนทุกกลุ่มได้รับรู้ และนำเอาปัญหาของประชาชนทุกด้านสะท้อนไปยังรัฐและผู้เกี่ยวข้องให้มาดูแลแก้ไข"
ภานุเมศ ตันรักษา วัย 35 ปี พบว่าโครงการอุปการะเด็กได้มอบการศึกษาช่วงวัยเด็กถึงวัยรุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ามากสำหรับเขา ทำให้มีโอกาสเลือกเส้นทางชีวิตที่เหมาะกับตน ได้ใช้วิชาชีพอย่างสร้างสรรค์ในแวดวงสื่อสารมวลชน
ภานุเมศ ตันรักษา เจ้าของรางวัลข่าวและสารคดีวิทยุยอดเยี่ยม มูลนิธิแสงชัย สุนทรวัฒน์ ปี 2548 ปัจจุบันทำงานในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายข่าวส่วนภูมิภาคของสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น ประจำจังหวัดเชียงใหม่ เคยเป็นเด็กในความอุปการะ ของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เมื่อเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสันป่าบง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย พ่อโหลของเขาเป็นเกษตรกร ส่วนแม่คำน้อยเป็นแม่บ้านและช่วยพ่อทำการเกษตรของครอบครัว ชีวิตมีความยากลำบาก รายได้ครอบครัวเกษตรกรไม่มากพอที่จะดำรงชีวิตโดยไม่มีหนี้สิน ต่อมาพ่อเสียชีวิต แม่รับภาระครอบครัวเพียงลำพัง พี่สาวต้องไปอยู่กับน้าเพื่อได้เรียนหนังสือ ในปีนั้นเอง โครงการศรีบานเย็น 3 ได้เข้ามาดำเนินงานในหมู่บ้าน และเขาได้รับการคัดเลือกเข้าโครงการฯ
โครงการอุปการะเด็กเปิดประตูโอกาสการศึกษาของภานุเมศให้กว้างมากขึ้น เขาเป็นเด็กที่มุมานะในการเรียน และมีผลการเรียนดีจึงได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว ครู และครอบครัวผู้อุปการะชาวยุโรปของเขา ในจำนวนพี่น้อง 2 คน เขาแน่ใจว่า หากไม่ได้รับการช่วยเหลือแล้ว โอกาสการศึกษาของเขาคงยุติแค่ชั้นประถมหกเท่านั้น เขาจำได้ว่า ความช่วยเหลือเป็นชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียนการศึกษา สิ่งเหล่านี้ช่วยแบ่งเบาภาระของแม่ได้มาก และเป็นกำลังใจให้เขาฝ่าฟันอุปสรรคความยากลำบาก มุ่งมานะเรียนจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เขาคิดเสมอว่า ครอบครัวไม่ได้มีฐานะมั่งมี เขาต้องมุ่งมั่นด้านการเรียนให้ถึงที่สุด ช่วงเรียน ม.1- ม. 6 โรงเรียนอยู่ห่างไกลจากบ้านประมาณ 15 กิโลเมตร เขาปั่นรถจักรยานจากบ้านไป-กลับโรงเรียนทุกวัน เป็นเวลา 6 ปี
“เป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับผม ไม่งั้นผมก็ไม่มีวันนี้ เพื่อนๆ รุ่นเดียวกันมีโอกาสเรียนต่อน้อยมากเพราะไม่มีทุน ต้องยุติการศึกษาแค่ชั้นประถม 6 เท่านั้น เมื่อผมสอบเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอได้ ก็เลยมีโอกาสเรียน หากสอบได้แล้ว ไม่มีทุน ผมก็คงไม่มีโอกาสเรียน เพราะว่าแม่คงไม่มีรายได้มากพอที่จะมาช่วยสนับสนุน”
เขาใฝ่ฝันอยากรับราชการทหาร เคยสอบติดข้อเขียนโรงเรียนเตรียมทหารเมื่อปี 2532 แต่พลาดเป็นตัวจริงในการประกาศผลรอบสุดท้ายหลังการสัมภาษณ์และตรวจสุขภาพ เขาก็เบนเข็มที่จะเรียนต่อและสนใจที่จะเป็นวิศวกร ในช่วงที่จะเรียนต่อระดับอุดมศึกษา จึงสละสิทธิ์เรียนคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตามโควต้าที่สอบได้ และมาสอบเอนทรานซ์ใหม่ ได้คณะวิศวกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต (กรุงเทพ) แต่เนื่องจากไม่มีทุนในการศึกษาจึงสละสิทธิ์ และต้องสอบเอนทรานซ์ใหม่ในปีถัดมา เขาสอบได้คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น แต่ก็สละสิทธิ์อีก ด้วยเหตุผลที่ไกลบ้าน ห่วงคุณแม่ที่เริ่มมีอายุลำบากคนเดียว
ในที่สุดเขาจึงตัดสินใจเลือกเรียนนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย และสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี นิเทศศาสตร์บัณฑิต ในปีพ.ศ.2539 และได้ศึกษาด้านรัฐศาสตร์การเมืองการปกครองระหว่างประเทศควบคู่ไปด้วย และสำเร็จการศึกษาได้ปริญญาตรีใบที่สอง จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในปี พ.ศ.2542
เริ่มต้นชีวิตนักข่าวกับหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ เดือนตุลาคม ปี พ.ศ.2539 ในตำแหน่งนักข่าวสายการเมืองประจำทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร (ก่อนหน้าก็ฝึกงานด้านข่าวและทำข่าวระหว่างเรียนตั้งแต่ปี 2535) จนมาถึงยุคเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในพ.ศ.2540 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เขาจดจำมากที่สุดในชีวิต ในฐานะคนทำงานด้านสื่อสารมวลชน ซึ่งมีความเสี่ยงในการทำหน้าที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริงเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสังคมและประเทศชาติ
ในเวลานั้นสื่อมวลชนหลายแห่งถูกปิด แต่เขายังคงทำงานข่าวสายการเมือง การปกครอง และสายทหาร เรื่อยมากับหลายสำนักข่าว รวมทั้งสำนักข่าวไอเอ็นเอ็นด้วย จนถึงปี 2544 จึงได้ย้ายกลับมาเชียงใหม่ เป็นนักข่าวอิสระให้กับสำนักข่าวในประเทศและต่างประเทศ 3 ปี
หลังจากนั้นได้ร่วมงานกับสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น ที่เคยทำอยู่ในระหว่างอยู่กรุงเทพฯ อีกครั้ง โดยเริ่มที่เชียงใหม่เริ่มทำปี 2546 จนถึงปัจจุบัน งานในตำแหน่งหัวหน้าส่วนฝ่ายข่าวภูมิภาค เขารับผิดชอบดูแลงานข่าวด้านข่าววิทยุ สำหรับคลื่นหลัก สถานีวิทยุเสียงสื่อสารมวลชนเอฟเอ็ม 100 และดูแลข่าวที่ส่งเข้ากรุงเทพฯ ในนามของศูนย์ข่าวจังหวัดเชียงใหม่
ทำข่าว จัดรายการวิทยุ และเป็นผู้ประกาศข่าวของสถานีฯ ในบางวัน และยังกำกับดูแลทีมข่าวอีก 8 คนที่ต้องดูแลในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือไปด้วย
กว่า 11 ปีในเส้นทางชีวิตนักข่าวอาชีพของภานุเมศ สิ่งที่เขาภาคภูมิใจนอกเหนือจากรางวัลในสายงานด้านสื่อสารมวลชนแล้ว เขามีความสุขมากที่สามารถสร้างสรรค์สังคมผ่านวิชาชีพที่เขารัก ได้ทำให้คนในสังคมได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร ได้รู้เห็นที่เท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา และมีอีกหลายๆ เรื่องที่คนในสังคมชนบทยังเสียเปรียบสังคมเมือง ที่ต้องอาศัยสื่อมวลชนนำสิ่งที่เป็นประโยชน์นั้นไปถึงผู้คนเหล่านั้นอย่างทั่วถึง เขาดีใจมากที่เป็นหนึ่งในจำนวนเด็กนับล้านคน ที่ได้รับโอกาสในการพัฒนาตนเองจากมูลนิธิศุภนิมิตฯ ทำให้เขาเป็นเขาเองในวันนี้
“ขอบคุณมากๆ ที่เปิดโอกาสให้ผม ทำให้มีโอกาสศึกษาเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น แล้วมีโอกาสทำสิ่งดีๆ ให้กับสังคม ขอบคุณผู้อุปการะของผม พี่ๆ โครงการศรีบานเย็น 3 ผู้ใหญ่ของมูลนิธิฯ ทุกท่าน ถือว่าท่านได้ทำบุญใหญ่หลวงมากๆ การทำบุญที่ยิ่งใหญ่คือ การให้โอกาสคนที่ด้อยโอกาสครับ”
ภูมิใจที่สุดในชีวิต:ได้สร้างสรรค์สังคมผ่านวิชาชีพนักข่าวที่ตนเองรัก ช่วยให้คนในสังคมได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ข้อคิดประจำใจ:ตั้งใจ ใส่ใจ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ภายใต้การคิดดี ทำดี และเป็นประโยชน์
^______^
ตอบลบ