ไม่เป็นข่าวในหน้าสื่อ..แต่ก็ถือว่าอึกทึกครึกโครมใน"ความรู้สึก"ของเหล่าบรรดา"สื่อมวลชน"ไม่น้อย...กับข่าวเล็กๆในเวปเดลินิวส์ และ ข่าวใหญ่ใน เวปไซต์ผู้จัดการ ว่า ด้วยการตัดสินใจอีกครั้งสำคัญของ"ขรรค์ชัย บุนปาน"เจ้าของ นสพ.มติชน ข่าวสด ในการปลด"เสถียร จันทิมาธร"รุ่นใหญ่แห่งมติชน ออกจากทุก"ข้อเขียน"ทุกคอลัมน์ และออกจากการเป็น บรรณาธิการมติชนสุดสัปดาห์ ซึ่งคำสั่งออกมาพร้อมๆกับ การปลดเปลี่ยน"น.ส.จุฬาลักษณ์ ภู่เกิด"บรรณาธิการบริหารมติชนรายวัน เหตุผลคือ "ความไม่เป็นกลาง"ถูกร้องจากผู้อ่านว่าเข้าข้างเสื้อแดง และ"ทักษิณ ชินวัตร"มากไป...
เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นแรงกระเพื่อมที่รุนแรงอีกครั้งสำหรับ"มติชน"นับแต่เหตุการณ์ครั้ง ปัญหาหุ้น"อากู๋"แกรมมี่ เพราะ"เสถียร"ถือว่าเป็น"สัญลักษณ์"และเป็นมือไม้สำคัญของมติชนมาช้านาน..ไม่ต่างไปจากรุ่นเกจินัก นสพ.-นักเขียน อย่าง"ศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์"หรือ เสนีย์ เสาวพงษ์ เจ้าของผลงาน"ปีศาจ","ทวีป วรดิลก ,"สุวัฒน์ วรดิลก" "อาจินต์ ปัญจพรรค์" "พงษ์ศักดิ์ พยัคฆวิเชียร",นิวัติ กองเพียร","วานิช จรุงกิจอนันต์" ฯลฯ
ลองไปลำดับเหตุการณ์ข่าวย้อนหลังกันดู..
-----------
"มติชน"หักปากกา"เสถียร"ปิดช่องรับใช้ระบอบทักษิณ
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 28 เมษายน 2552 06:00 น.
ASTVผู้จัดการรายวัน - เมื่อเสื้อแดงมุดลงใต้ดิน "มติชน" ก็ปลด"เสถียร จันทิมาธร" พ้นคอลัมนิสต์ ตาม "บก.เสื้อแดง-จุฬาลักษณ์ ภู่เกิด" หลังจากทำตัวเป็นกระบอกเสียงรับใช้ "ระบอบทักษิณ" อย่างออกนอกหน้า และหลับหูหลับตาโจมตีรัฐบาลอภิสิทธิ์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในเครือหนังสือพิมพ์มติชน ตั้งแต่วานนี้ (27 เม.ย.) ปรากฏว่า บทวิเคราะห์การเมืองในชื่อคอลัมน์ “วิภาคแห่งวิพากษ์” ที่เขียนโดย นายเสถียร จันทิมาธร คอลัมนิสต์ และบรรณาธิการ มติชนสุดสัปดาห์ , บรรณาธิการอำนวยการหนังสือพิมพ์ข่าวสด ที่เขียนมาเป็นเวลายาวนาน ได้หายไปจากหน้าหนังสือพิมพ์มติชน ซึ่งปรากฏว่าได้มีผู้อื่นทำหน้าที่แทน อีกทั้งยังมีข่าวว่า ได้มีการปลดนายเสถียร จากการเป็นคอลัมนิสต์อีกด้วย
ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ พบว่านายขรรค์ชัย บุนปาน หนึ่งในผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน และประธานกรรมการบริษัทมติชน จำกัด(มหาชน) ได้มีคำสั่งปลดระวาง นายเสถียร จากทุกนามปากกา ตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ทั้งนี้ เนื่องจากพฤติกรรมที่ถ่ายทอดออกมาผ่านงานเขียนต่างๆ ของนายเสถียร ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อ่าน ว่ามีเนื้อหาที่ไม่เป็นกลาง และมีความพยายามที่จะชี้นำ รวมไปถึงมุ่งรับใช้นักการเมืองฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มากกว่าข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งนายขรรค์ชัย ได้ติดตามดูผลงานของนายเสถียร มาเป็นเวลาหนึ่งแล้ว พบว่าเป็นความจริงอย่างที่ผู้อ่านวิพากษ์วิจารณ์กัน
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่านายขรรค์ชัย ได้เรียกนายเสถียร มาคุยหลายครั้งแล้วว่าให้ปรับเปลี่ยนมุมมอง ทัศนคติ และแนวทางในการเขียน แต่นายเสถียรก็ยังคงด้นดั้นไปในแนวเดิม โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวช่วงที่ผ่านมาของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง ที่ต้องการประกาศแตกหักกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยนายเสถียรยังคงใช้พื้นที่ในหน้าหนังสือพิมพ์มติชน สนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดง อย่างออกหน้าออกตา ขณะเดียวกันก็หลับหูหลับตา โจมตีรัฐบาลอย่างเสียหาย เช่นว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันไม่มีความสามารถในการบริหารบ้านเมือง โดยเฉพาะเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น ซึ่งแสดงถึงความไม่เป็นธรรมกับรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกันนายเสถียร กลับเขียนยกย่อง เชิดชู พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า เชลียร์จนน้ำลายชุ่ม ทำให้นายขรรค์ชัย จำต้องปลดนายเสถียร ออกจากเป็นคอลัมนิสต์ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ประมาณสัปดาห์ก่อน นายขรรค์ชัย ได้ทำการปลด "บก.สาวเสื้อแดง" น.ส.จุฬาลักษณ์ ภู่เกิด บรรณาธิการบริหาร (บก.บห.) หนังสือพิมพ์มติชน ออกจากตำแหน่ง เนื่องจาก น.ส.จุฬาลักษณ์มีการแสดงออกที่ฝักใฝ่กลุ่มคนเสื้อแดงอย่างเปิดเผย โดยใช้คอลัมน์ของตนเองในหน้าหนังสือพิมพ์ สนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงมาโดยตลอด อีกทั้งยังมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อจรรยาบรรณ วิชาชีพ โดยสวมเสื้อสีแดงโดดเข้าร่วมชุมนุมกับแก๊ง นปช.มาแล้ว โดยไม่คำนึงว่าตนเองอยู่ในฐานะสื่อมวลชน และมีตำแหน่ง ถึงบรรณาธิการบริหาร
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้ 3 เดือน ก็มีการเปลี่ยนครั้งใหญ่ของมติชน มาแล้ว ซึ่งนายขรรค์ชัย ได้ทำการปลด นายนิวัต กองเพียร คอลัมนิสต์ประจำนิตยสาร มติชนสุดสัปดาห์ ที่ได้รับฉายาว่า "เกจินู้ด" เพราะเขียนคอลัมน์ที่เป็นเนื้อหาวิจารณ์ภาพเปลือย เนื่องจากมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมบางประการ ที่นายนิวัตได้เขียนลงในหนังสือพิมพ์ข่าวสด ระบุถึงเนื้อหาของแฟนนายไมเคิล ไรท์ เป็นการไม่เหมาะสมที่เขียนถึงคนที่เพิ่งจะเสียชีวิตไปแล้วอย่างนั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า บุคคลทั้ง 3 คนที่กล่าวมานั้น มีความสนิทสนมกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะนายเสถียร จันทิมาธร และ น.ส.จุฬาลักษณ์ ภู่เกิด ได้เข้าป่าพร้อมกันในช่วงหลัง 6 ตุลา 19 อีกทั้งยังมีสายสัมพันธ์ กับนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และนายเกรียงกมล เลาหะไพโรจน์ ซึ่งเป็นบุคคลที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ให้ความไว้วางใจ โดยนายเกรียงกมล ยังเป็นคนที่คอยส่งข้อมูลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้กับนายเสถียร และน.ส.จุฬาลักษณ์ ในการเขียนโจมตีฝ่ายตรงข้าม อีกด้วย
**พลิกปูมเปิดตัวตนเสถียร
ทั้งนี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เคยกล่าวระหว่างการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 18 พ.ย.51 ถึง นายเสถียร จันทิมาธร บรรณาธิการ มติชนสุดสัปดาห์ บรรณาธิการอำนวยการหนังสือพิมพ์ข่าวสด และคอลัมนิสต์ ที่เขียนในหน้า 3 ของหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ว่า นายเสถียร เป็นองครักษ์ปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งในอดีต นายเสถียร กับนายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำ นปก.และนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ในอดีตนั้นยังได้เคยเข้าป่าด้วยกัน หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19
ที่ผ่านมา นายเสถียรได้เขียนยกย่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ทำหน้าที่เสมือนการโฆษณาชวนเชื่อให้กับ ระบอบทักษิณ ขณะเดียวกันก็จะโจมตีฝ่ายที่คิดเห็นตรงข้ามอยู่ตลอดเวลา และที่ผ่านมาเคยนำจดหมายที่จาบจ้วง สมเด็จพระสังฆราช จนเกิดความไม่พอใจให้สังคม ทำให้หนังสือพิมพ์มติชน ต้องลงโทษตัวเอง ปิดตัว 3 วัน แล้วตั้งกรรมการสอบสวนนายเสถียร แต่ปรากฏว่า ไม่มีความผิด
นายสนธิ ได้ยกตัวอย่างรายงานในมติชนสุดสัปดาห์ ที่นายเสถียร ดูแล เช่น ฉบับวันที่ 15 มิ.ย. 50 ที่ลงเรื่องราว เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในประเทศเนปาล โดยยกเอากรณีการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศนั้น มาเป็นกรณีศึกษา ซึ่งมีเจตนาชี้นำสังคม และโฆษณาชวนเชื่อ หรือก่อนหน้านั้น มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 1 มิ.ย. 49 ที่แก้ต่างเรื่องของปฏิญญาฟินแลนด์ ว่าแค่ไปเที่ยว ไม่มีเรื่องการเมืองใดๆ
"บทบาทของนายเสถียร คือพวกซ้ายเก่าที่อกหัก และยังเชื่อในอุดมการณ์สังคมนิยม ในเรื่องของ ความเท่าเทียมกันในสังคม ขณะที่ตอนนี้พ.ต.ท.ทักษิณไปซื้อบ้าน ราคา 800 ล้านบาท ที่ดูไบ และขณะเดียวกัน บรรดารากหญ้า ก็รับเงินจากทักษิณ คนละ 200 บาทเช่นเดิม" นายสนธิกล่าว
ทั้งนี้ นายเสถียร ยังเขียนบทความโดยใช้นามปากกาอีกหลายชื่อ เพื่อให้ดูว่ามีคนหลายคน แต่มีความเห็นไปในทำนองเดียวกัน เช่น ดวงตา วรรณศิลป์ ในมติชนสุดสัปดาห์ ที่เคยเขียนโจมตีว่า มีผู้มีอำนาจ หรือผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ เป็นตัวบ่อนทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณ และรัฐบาล กล่าวหาว่าเข้ามาแทรกแซงการทำงาน ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ มติชนสุดสัปดาห์ยังลงปกใช้คำว่า “ปิศาจทักษิณ” เปรียบพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นพระเอกในนวนิยายเรื่อง“ปิศาจ”ของ เสนีย์ เสาวพงษ์ ซึ่งส่อนัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะตามหลอกหลอนชนชั้นสูงเรื่อยไป
อนึ่ง นายเสถียร จันทิมาธร เกิดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2486 ที่ จ.สุรินทร์ ในครอบครัวคนไทยเชื้อสายเขมร มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของนายสุรชัย จันทิมาธร หรือ หงา คาราวาน จบการศึกษาจากวิทยาลัยครูประสานมิตร ทำงานครั้งแรกกับหนังสือพิมพ์แนวการเมืองหลายฉบับ เช่น เสียงอ่างทอง, ประชาธิปไตย, สยามนิกร, พิมพ์ไทย, สยามรัฐ เป็นต้น
ในเหตุการณ์ 14 ตุลา นายเสถียร เป็นหนึ่งใน 100 คน ที่ลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ได้หลบหนีเข้าป่า เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย โดยมีชื่อจัดตั้งว่า "สหายดวง" ประจำการที่ จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่ ดอยผาช้าง จ.น่าน โดยทำงานด้านมวลชนร่วมกับ"สหายแพง" หรือ "สหายแผ้ว" หรือนายจรัล ดิษฐาอภิชัย และ "สหายสุภาพ" หรือนายจาตุรนต์ ฉายแสง
เมื่อออกจากป่าแล้ว ได้ร่วมก่อตั้งหนังสือพิมพ์มติชน ที่ผ่านมาเป็นบรรณาธิการอำนวยการของหนังสือพิมพ์มติชน และข่าวสด รวมทั้งหนังสือฉบับอื่นในเครือ เป็นคอลัมนิสต์ เขียนบทวิเคราะห์การเมืองในหนังสือพิมพ์มติชนหน้าสามทุกวัน โดยใช้นามปากกาหลายชื่อ. http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000047289
--------
เดลินิวส์ : วันที่ 28 เมษายน 2552 เวลา 10:39 น.
‘มติชน’ปลด ‘เสถียร’หลังถูกวิจารณ์ไม่เป็นกลาง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายขรรค์ชัย บุนปาน หนึ่งในผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน และประธานกรรมการบริษัทมติชน จำกัด(มหาชน) ได้มีคำสั่งปลด นายเสถียร จันทิมาธร คอลัมน์นิสต์ จากบทวิเคราะห์การเมืองในคอลัมน์ ‘วิภาคแห่งวิพากษ์’, บรรณาธิการมติชนสุดสัปดาห์ และ บรรณาธิการอำนวยการหนังสือพิมพ์ข่าวสด หลังงานเขียนของนายเสถียร ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อ่านว่า มีเนื้อหาไม่เป็นกลาง อีกทั้งมีความพยายามที่จะชี้นำและเอนเอียงไปยังฝ่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งจากการที่นายขรรค์ชัย ได้ติดตามดูผลงานของนายเสถียร พบว่าเป็นความจริงอย่างที่ผู้อ่านวิพากษ์วิจารณ์
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ นายขรรค์ชัย ได้ทำการปลด น.ส.จุฬาลักษณ์ ภู่เกิด บรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์มติชน เนื่องจาก น.ส.จุฬาลักษณ์ ได้ใช้คอลัมน์ตนเองในหนังสือพิมพ์สนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงมาโดยตลอด รวมถึงการสวมเสื้อสีแดงเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่ม นปช. http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=197568&NewsType=1&Template=1
-------------------
ชำแหละ‘สื่อ’รับใช้ทักษิณชี้ 'ใจ'โทษแรงถึงขั้นกบฏ
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 4 มีนาคม 2552 22:15 น.
ASTVผู้จัดการรายวัน-“สนธิ” ชี้ “มติชน” ตัวดีปล่อยข่าวรัฐบาลอังกฤษคืนวีซ่า “แม้ว” จวกรับใช้ระบอบทักษิณไม่เคยหยุด ทั้งผู้ถือหุ้น-ผู้บริหารล้วนใกล้ชิด “สมุนแม้ว” ระบุโทษ “ใจ” ไม่ควรแค่ให้ลาออกจากจุฬาฯ แต่ถึงขั้นเป็นกบฏ เหตุแถลงการณ์สยามแดงปลุกตั้งสาธารณรัฐ
รายการ“Good Morning Thailand” ทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี-ทีวีของประชาชน เวลา 06.00นถึง07.00น.ประจำวันพุธที่ 4 มีนาคม นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้ดำเนินรายการ ได้หยิบประเด็นข่าวที่น่าสนใจหลายเรื่อง เริ่มจากกระแสข่าวที่ว่ารัฐบาลอังกฤษได้คืนวีซ่าให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยที่อยู่ระหว่างการหลบหนีโทษจำคุกอยู่ต่างประเทศ ซึ่งนายสนธิระบุว่าเป็นการปล่อยข่าวจากคนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเอง และต่อมา นายควินตัน เควลย์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยได้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้ เพราะเป็นเพียงข่าวลือที่ไม่มีน้ำหนัก ถ้าอยากรู้ว่าข่าวนี้มาจากไหนให้ไปถามหนังสือพิมพ์มติชนเอง
นายสนธิกล่าวต่อว่า ข่าวนี้สะท้อนว่าหนังสือพิมพ์ในเครือมติชนเป็นสื่อที่รับใช้ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยก่อนหน้านี้ได้นำเสนอข่าวให้กับระบอบทักษิณมาตลอด ตั้งแต่ปี 2549 หนังสือพิมพ์มติชนรายสัปดาห์ ได้นำเรื่องการล้มสถาบันกษัตริย์เนปาลมาขึ้นปกและพาดหัวว่า “กรณีศึกษา” เหมือนกับเจตนาจะสื่อว่าให้ศึกษาไว้เพราะเมืองไทยก็จะเป็นอย่างนี้ นอกจากนี้เมื่อมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กรณีปฎิญญาฟินแลนด์ มติชนสุดสัปดาห์ก็นำมาเขียนให้เป็นเรื่องตลก(ดูล้อมกรอบ)
แต่หลังจากนั้นเครือมติชนยังนำเสนอข่าวรับใช้ระบอบทักษิณต่อเนื่อง เมื่อเดือนที่แล้ว หนังสือพิมพ์ข่าวสดได้เอาผลตรวจสอบเสื้อผ้าน้องโบว์โดยตำรวจซึ่งพบสารซีโฟร์ ซึ่งตรวจตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค.51 มาเผยแพร่ใหม่ ทำให้เข้าใจผิเดว่าน้องโบว์เสียชีวิตในเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 เพราะระเบิดที่เอามาเอง ไม่ใช่ระเบิดจากตำรวจ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นแม่น้องโบว์เพิ่งจะถอนฟ้อง พล.ต.ท.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่บอกว่าน้องโบว์หนีบระเบิดมาเอง เพราะไม่อยากมีปัญหากับตำรวจ และแลกกับคำกล่าวเสียใจของ พล.ต.ท.สุรพล แล้วพอหนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ เอาข้อเท็จจริงการตรวจสอบการเสียชีวิตของน้องโบว์มาเผยแพร่ ข่าวสดก็เงียบ ไม่พูดอะไรเลย
นอกจากนี้ ในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 หนังสือพิมพ์ข่าวสดก็พาดหัวข่าวว่า นายชิงชัย อุดมเจริญกิจ หรือ “ตี๋” ศิลปินพันธมิตรฯ ที่ถูกระเบิดแขนขวาขาดว่าในมืออีกข้างกำลังกำระเบิด ทั้งที่จริงแล้วคือกรอบพระ ข่าวสดก็ไม่ยอมแก้ข่าว ด้วยเหตุนี้ “ตี๋ ชิงชัย” จึงฟ้องหนังสือพิมพ์ข่าวสด และตำรวจ และจะไม่ถอนฟ้องแน่นอน
นายสนธิ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น หนังสือพิมพ์ข่าวสดยังเป็นฉบับเดียวที่เอารายชื่อ 21 พันธมิตรฯ ที่จะถูกออกหมายจับมาเผยแพร่ก่อน ทั้งนี้เพราะผู้บริหารของเครือมติชนมีความใกล้ชิดกับคนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งผู้ถือหุ้นรายใหญ่นอกจากนายขรรค์ชัย บุนปาน แล้วยังมีนายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม หรืออากู๋ เป็นคนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนบรรณาธิการ คือ นายเสถียร จันทิมาธร ก็เคยเข้าป่าร่วมกับพวกฝ่ายซ้ายที่อยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณด้วย
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000025044
--------
เสถียร จันทิมาธร องครักษ์พิทักษ์ “ระบอบทักษิณ”
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 20 พฤศจิกายน 2551 11:54 น.
บนเวทีปราศรัยของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อคืนวันที่ 18 พฤศจิกายน “สนธิ ลิ้มทองกุล” หนึ่งในแกนนำได้กล่าวถึงนักหนังสือพิมพ์อาวุโสที่เขารู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะเคยทำงานร่วมกันมาก่อน
แม้ว่า นามของ “เสถียร จันทิมาธร” ถือเป็นนามอุโฆษในวงการหนังสือก็ตาม แต่ยังไม่มีใครเคยพูดถึงเขาอย่างเป็นเรื่องเป็นราวมาก่อน
“ผู้จัดการปริทรรศน์” จึงขอถอดความจากการปราศรัยของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” บนเวทีมานำเสนออย่างเป็นระบบอีกครั้งหนึ่ง
***************
เสถียร จันทิมาธร เกิดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2486 ในครอบครัวของครูชนบทชาวจังหวัดสุรินทร์ ได้มาเรียนต่อที่วิทยาลัยครูสวนสุนันทา และไปจบการศึกษาสูงสุดที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร เสถียร จันทิมาธร เริ่มต้นการทำงานครั้งแรกที่หนังสือพิมพ์ “เสียงอ่างทอง” เมื่อปี 2506 เคยทำงานหนังสือพิมพ์สยามนิกร, พิมพ์ไทย, สยามรัฐ เคยร่วมทำนิตยสารวิทยาสาร และหนังสือพิมพ์อื่นๆ อีกหลายฉบับ
หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เสถียร จันทิมาธร หลบหนีเข้าไปร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในเขตงานภาคใต้ บริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี ก่อนย้ายไปอยู่ในภาคเหนือ สังกัดกองร้อย 54 ที่สำนัก 61 ดอยผาช้าง เขตน่านเหนือ
ที่สำนักเดียวกัน สหายดวง (ชื่อจัดตั้งของเสถียร) ได้พบและทำงานร่วมกับ สหายแพ้ว หรือ แพง (จรัล ดิษฐาอภิชัย) และ สหายสุภาพ (จาตุรนต์ ฉายแสง) โดยทำงานด้านวิชาการ ผลิตสิ่งพิมพ์ นิตยสาร ทำประชาสัมพันธ์ และโฆษณาชวนเชื่อ
นี่คือสายสัมพันธ์ของ เสถียร จันทิมาธร ที่โยงใยมาถึงหัวขบวน “คนเสื้อแดง” ในทุกวันนี้ เพราะจรัลเป็นแกนนำ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ หรือ นปก. ที่ออกมาเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก และดึงจาตุรนต์ ฉายแสง ออกหน้าใส่เสื้อแดง โดยมีเดิมพันเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอย่างที่คุณสนธิเคยเล่าไว้แล้วในตอน “ปิศาจ”
จากนั้นเสถียรและคณะได้ย้ายไปอยู่ที่ดอยผาจิ จังหวัดพะเยา ก่อนคืนกลับสู่เมือง มาทำงานที่หนังสือพิมพ์มติชน
ปัจจุบัน เสถียร จันทิมาธร เป็นบรรณาธิการบริหารหนังสือมติชนสุดสัปดาห์, บรรณาธิการอำนวยการหนังสือพิมพ์ข่าวสด และเป็นคอลัมนิสต์หน้า 3 ของมติชนรายวัน
เสถียร จันทิมาธรเขียนบทความชนิดไม่ลงชื่อในหน้า 3 มติชนรายวัน เป็นบทความเชิงชี้นำ กว่า 80 % สนับสนุนทักษิณ ชินวัตร แก้ต่าง แก้ตัวให้ทักษิณ ชินวัตร และวิพากษ์เชิงลบต่อศัตรูของทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะในช่วงหลังๆ นี้เสมือน “คำชี้นำ” ที่มีไปถึงมวลชนของระบอบทักษิณ
แม้ปัจจุบันคอลัมน์หน้า 3 ซึ่งหลายครั้งสวนทางกับจุดยืนของบทนำหนังสือพิมพ์มติชนรายวันที่หน้า 2 จะไม่ระบุ ชื่อหรือนามปากกาของผู้เขียน แต่เป็นที่รับรู้กันว่า คนเขียนก็คือ เสถียร จันทิมาธร นั่นเอง หลายครั้งต้องยอมรับว่า “บทนำ” ของมติชนรายวัน มีจุดยืนเพื่อความถูกต้อง ทั้งนี้ เพราะคนทำงานในมติชนหลายคนเป็นคนที่ยึดมั่นในความถูกต้อง เช่น คุณประสงศ์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ คุณสมหมาย ปาริจฉัตจ์ คุณพงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร ฯลฯ แต่ถ้าสังเกตทิศทางของมติชนในปัจจุบันโดยรวมจะเห็นว่า คนเหล่านี้เป็นคนกลุ่มน้อย ส่วนใหญ่ในนั้นยืนอยู่ข้างระบอบทักษิณแทบทั้งสิ้น
โดยเฉพาะเสถียร เขาเขียนคอลัมน์หลายคอลัมน์ ในหลายนามปากกาในหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับในเครือมติชน ไม่ว่าจะเป็นมติชนรายวัน ข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ และมติชนสุดสัปดาห์ ทำให้คนอ่านเข้าใจว่า ความคิดที่ได้อ่านนั้นมาจากคนเขียนหลายๆ คน แต่มีมุมมองไปในทางเดียวกัน และหลงเชื่อในความคิดนั้น
****************
ช่วงต้นปี 2533 ระหว่างที่เสถียร จันทิมาธร เป็นบรรณาธิการบทความของมติชนรายวัน นอกเหนือจากบทความแล้ว เสถียร ยังมีหน้าที่รับผิดชอบคัดเลือกจดหมายจากผู้อ่านมาลงตีพิมพ์ด้วย ได้มีการตีพิมพ์จดหมายฉบับหนึ่ง ก้าวล่วงพระราชอำนาจของสมเด็จพระสังฆราช อย่างรุนแรง สร้างความไม่พอใจให้กับกระแสสังคมในตอนนั้นอย่างมาก จนในที่สุด มติชนรายวัน ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการปิดตัวเอง เป็นเวลา 3 วัน
มติชนมีการตั้งกรรมการขึ้นมาสอบภายใน แต่กลายเป็นว่าเสถียร จันทิมาธรไม่มีความผิดอะไร แต่ความผิดนั้นตกอยู่กับคุณสมหมาย ปาริจฉัตจ์ ซึ่งเป็นบรรณาธิการบริหาร เพียงคนเดียว ทักษิณ ชินวัตร เคยแสดงความชื่นชมข้อเขียนของเสถียร จันทิมาธรเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2548 มาแล้วอย่างออกนอกหน้า
"ผมอยากเสนอให้นักคิดที่มีใจเป็นธรรมไปอ่านมติชนหน้า 3 คอลัมน์ที่เขียนหัวข้อว่า ‘สงครามการเมือง สงครามข้อมูล ความจริง สงครามชิงพื้นที่’ ซึ่งไม่ทราบว่าใครเขียน เขียนมีหลักการมาก เป็นปรัชญา และเป็นนักคิดจริงๆ –ผมอยากให้พวกปราชญ์กำมะลอไปอ่าน แล้วจะเข้าใจทั้งหมด ผู้เขียนเขียนตรงจุดเรื่องของการเมืองดีมาก อยากให้พวกปราชญ์ที่ไม่จริงไปศึกษา อ่านให้รอบคอบ อ่านสัก 5 รอบก็ได้ แล้วจะเข้าใจ”
เนื้อหาในบทความเรื่อง ‘สงครามการเมือง สงครามข้อมูล ความจริง สงครามชิงพื้นที่’ ของ เสถียร จันทิมาธร ที่ทักษิณถึงกับยกให้เป็นปราชญ์ และบอกให้ทุกคนในอ่านนั้น กล่าวถึงเรื่อง คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา และกรณี CTX 9000 ซึ่งเป็นเรื่องที่บั่นทอนรัฐบาลทักษิณในขณะนั้น
เสถียร อ้างว่า กรณีที่วุฒิสภามีมติให้คุณหญิงพ้นจากตำแหน่งถูกต้องแล้ว
ส่วนกรณีการจัดซื้อ CTX 9000 รัฐบาลก็ไม่มีความผิด
พร้อมกับสรุปว่า ปัจจัยชี้ขาดอย่างแท้จริงจึงขึ้นอยู่กับว่า ข้อมูลของฝ่ายใดจะเข้าไปแย่งชิง "พื้นที่" ความเชื่อถือของสาธารณะหรือของประชาชนได้มากกว่ากัน การเสนอข้อมูลเพื่อไปยึดครอง "พื้นที่" ในความเชื่อถือของสาธารณะหรือของประชาชนจึงทรงความหมาย
สาธารณะหรือประชาชนเลือกเชื่อฝ่ายใด ฝ่ายนั้นก็จะได้ "พื้นที่" และเป็นผู้ชนะ
แต่ข้อเท็จจริงในขณะนั้นคืออะไร รัฐบาลทักษิณในขณะนั้นพยายามจะปลดคุณหญิงให้ได้ เพราะคุณหญิงต้านกระแสคนโกงแบบไม่หวั่น
จนมีการนำชื่อผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ
แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่ ลงมา
ทำให้ในที่สุดคุณหญิงจารุวรรณก็ได้ทำหน้าที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินต่อไป
ส่วนเรื่อง CTX 9000 ถูกตั้งข้อสังเกต 4 ประเด็น ดังนี้ 1.บริษัทท่าอากาศยานสากลแห่งใหม่ จำกัด (มหาชน) (บทม.) ว่าจ้าง บริษัท ไอทีโอ และต่อมาบริษัทไอทีโอไปว่าจ้าง บริษัท แพททริออทจัดหาเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดโดยซื้อจาก บริษัท อินวิชั่น ซึ่งมีการจ่ายเงินสินบนจากส่วนต่างของราคา
การทุจริตเริ่มต้นจากการที่ บทม. ไปว่าจ้าง บริษัท เอ็มเจทีเอ ไปศึกษาและออกแบบเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด แต่ต่อมามีการยกเลิกแล้วให้ บริษัท ไอทีโอ ซึ่งเป็นผู้ขายเป็นผู้เสนอราคามาทั้งหมด การจัดซื้อเครื่องตรวจจับเครื่องวัตถุระเบิดครั้งนี้เป็นการทุจริตที่พิสดารที่สุด โดยมีการตั้งข้อสังเกตอีกว่า การจัดซื้อครั้งนี้มีการจ่ายเงินไม่ถูกต้อง โดยที่ผ่านมา บทม. ได้จ่ายเงินไปแล้ว 1,500 ล้านบาท โดยจ่ายไปให้ บริษัท ไอทีโอ 900 ล้านบาท และ บริษัท ไอทีโอ จ่ายเงินให้กับ บริษัท แพททริออท 644 ล่านบาท โดยที่ยังไม่ได้รับเครื่องซีทีเอ็กซ์ 9000 แม้แต่เครื่องเดียว
หลักฐานกรณี CTX 9000 ที่ฝ่ายค้านและสื่อมวลชนนำมาเสนอในขณะนั้นมีความชัดเจนอย่างมาก
แต่กลายเป็นว่า ในทัศนะของเสถียร จันทิมาธร ทั้งสองกรณีไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณหญิงจารุวรรณ หรือเรื่อง CTX 9000 รัฐบาลไม่ผิด แต่คนเชื่อว่า "ผิด" เพราะได้ข้อมูลผิดๆ
ถ้าย้อนกลับไปดูมติชนสุดสัปดาห์ที่เสถียร จันทิมาธรคุมเนื้อหา พาดปกมาอย่างน้อยๆ ก็ 2 ฉบับแล้วที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของทักษิณ ชินวัตร
* มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 16 มิถุนายน 2549 พาดปก Case study กรณีเนปาล
* มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน 2549 พาดปกทักษิณกับเกรียงกมลและพวกไปเที่ยวฟินแลนด์เมื่อปี 2540 ข้างในเป็นการสัมภาษณ์เกรียงกมล พยายามบอกว่าการไปฟินแลนด์ก็แค่ไปเที่ยว ไปเล่นหิมะ ไม่คุยเรื่องการเมือง การกล่าวหาว่ามีปฏิญญาฟินแลนด์เป็นเรื่องบ้าๆ น่าขบขัน
ขณะที่ทักษิณ ชินวัตรเปิดประเด็นการสู้รอบใหม่ จู่ๆ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2549 บทสัมภาษณ์พิเศษจาตุรนต์ ฉายแสงที่อยู่ในก๊วนเกรียงกมลก็ออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
พูดจบปุ๊บ–มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 30 มิถุนายน 2549 ก็นำบทสัมภาษณ์มาตีพิมพ์ วางแผง รองรับ และอธิบายความทันที เหมือนได้เตรียมกับนัดหมายกันไว้แล้ว
ตอนนั้นพวกฝ่ายซ้ายเก่าในพรรคไทยรักไทย และกระทั่งพรรคพลังประชาชนตอนนี้พวกเขาก็ยังคิดอยู่ว่า ทักษิณมีพลังต่อสู้กับอำนาจเก่าในสังคมไทยได้
สังคมไทยปัจจุบัน ยังมีผู้ที่เชื่อในทฤษฎีทางสังคมของลัทธิมาร์กซ์-วัตถุนิยมวิภาษวิธี (Dialectic Materialism) และ วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ (Historical Materialism) อยู่พอสมควร
ทฤษฎีนี้เป็นเครื่องมือการทำความเข้าใจพัฒนาการของระบบสังคม เป็นขั้นตอนจากสังคมทาส สู่สังคมศักดินา แล้วพัฒนาขึ้นมาเป็นสังคมทุนนิยม และสุดท้ายจะนำไปสู่สังคมอุดมการณ์ คือสังคมนิยมที่มีความเท่าเทียมกันในสังคม
คนที่ศึกษามาร์กซิสม์มา และคนที่เคยเข้าป่ามาจะเข้าใจเรื่องนี้
ปรากฏว่าได้มีขบวนการให้การศึกษาและปลุกระดมกลุ่มสหายเก่า ซึ่งเป็นเครือข่ายที่เคยทำงานร่วมกับเครือข่ายระบอบทักษิณว่างานนี้เดินถูกต้องแล้ว
บอกว่าถูกตามทฤษฎีมาร์กซ์
เพราะตามเหตุผลของลัทธิมาร์กซ์–วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ วิเคราะห์ได้ว่าประเทศไทยยังเป็น “ทุนนิยมเบื้องต้นตอนปลายที่ยังมีอิทธิพลศักดินาดำรงอยู่” ความขัดแย้งหลักยังเป็นคู่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนใหม่ที่มีกำลังผลิตที่ก้าวหน้า (ก็คือ ทักษิณและพวก) กับกลุ่มทุนเก่าที่ล้าหลัง (เครือข่ายทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทุนอุตสาหกรรมเก่า ข้าราชการ)
วิกฤตการทางการเมืองครั้งนี้ก็เกิดจากความขัดแย้งคู่นี้ด้วย
ดังนั้น ในฐานะฝ่ายก้าวหน้าจึงต้องร่วมสนับสนุนฝ่ายทุนใหม่ เพราะเป็นด้านที่มีอนาคต เพราะทุนใหม่ แม้เป็นทุนนิยมสามานย์ แต่ก็ก้าวหน้ากว่าศักดินาล้าหลัง
นี่หมายถึงว่า พวกเขากำลังมีความคิดให้โค่นระบบศักดินาล้าหลัง ที่หมายถึงระบบที่ไพร่ฟ้าประชาชนยังจงรักภักดีในสถาบันฯ ต้องการให้เปลี่ยนมาเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยตัวแทนของทุนนิยมโลกเต็มรูปแบบ
ขบวนการที่พยายามสื่อสารทำความเข้าใจกับบรรดาสหายเก่า นักวิชาการ และเอ็นจีโอ นักคิดทางทฤษฎีทั้งหลาย เพื่อรับรองอำนาจทักษิณ มีอยู่ตลอดเวลา และพยายามกระจายความคิดลงไปสู่รากหญ้า โดยอธิบายให้ชาวบ้านเห็นภาพเปรียบเทียบระหว่างที่ทักษิณทำกับสถาบันชั้นสูง
คอลัมน์ “เงาสะท้อน” โดย “ดวงตา วรรณศิลป์” ในมติชนสุดสัปดาห์ (อีกนามปากกาหนึ่งของเสถียร จันทิมาธร) ได้แนะนำหนังสือของสุพจน์ ด่านตระกูล เรื่อง "สืบต่อเจตนารมณ์ 24 มิถุนายน 2475" มีเนื้อความที่สอดคล้องกับทฤษฎีสังคมว่าด้วยทุนเก่า-ทุนใหม่
เขาบอกว่า
"ปรากฏการณ์ในขณะนี้เป็นวิกฤตการณ์ทุนนิยม คือความขัดแย้งกันภายในของระบบทุนนิยม (ที่จะต้องเป็นไปเช่นนั้น) ระหว่างทุนใหม่ที่ก้าวหน้าที่มีพรรคไทยรักไทยเป็นตัวแทนกับทุนเก่าที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวแทน ระหว่างทุนทั้ง 2 กลุ่มนี้โดยหลักการแล้วก็เป็นปฏิปักษ์กับผลประโยชน์ของประชาชนร่วมกันทั้ง 2 กลุ่ม และคอยวันที่จะลงจากเวทีประวัติศาสตร์ด้วยกัน แต่ที่ต่างกันก็คือเป็นทุนที่ก้าวหน้ากับทุนที่ล้าหลัง”
และ ดวงตา วรรณศิลป์ ก็ตบท้ายว่า
“เพราะว่าเป็นการตีพิมพ์โดยสถาบันวิทยาศาสตร์สังคม (ประเทศไทย) เพราะว่าเป็นการเขียนโดยสุพจน์ ด่านตระกูล ทรรศนะของเขาจึงดำรงหลักการแห่งความเป็นสถาบันวิทยาศาสตร์สังคมอย่างมั่นคงและเหนียวแน่น อาจแตกต่างไปจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”
ก่อนนี้ เสถียร จันทิมาธร ก็เขียนคอลัมน์ประจำวัน หน้า 3 มติชนรายวัน (พื้นที่ที่ทักษิณ ชินวัตรเคยยกหาง) วันที่ 2 มิถุนายน 2549
อธิบายว่า…..
อำนาจ “อื่น” อิทธิพล “อื่น” บารมี “อื่น” นี้เองที่ทำให้กระบวนการบริหารจัดการของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่สามารถดำเนินไปเหมือนกับที่เคยกระทำในการโยกย้ายเมื่อเดือนตุลาคม 2545
เป็นอำนาจ “อื่น” อิทธิพล “อื่น” และบารมี “อื่น” ที่สามารถบ่อนเซาะสถานะทางการเมืองของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ในระดับที่แน่นอนหนึ่ง
จึงมิได้มีแต่เพียงอำนาจจากพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่ท้าทายอำนาจพรรคไทยรักไทย และท้าทายอำนาจของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้
ตรงกันข้าม ยังมีอำนาจ “อื่น” ยังมีอิทธิพล “อื่น” และยังมีบารมี “อื่น” ที่แสดงความโดดเด่นและเหนือกว่าอำนาจ อิทธิพล และบารมีของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่
การดำรงอยู่ของ “ระบอบทักษิณ” จึงใช่ว่าจะแข็งแรง มั่นคง จนไม่มีอะ ไรโยกคลอนได้
ลองทดแทนคำว่า “อำนาจอื่น” ด้วยคำว่า “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ดู
ชัดเจนว่า มีขบวนการที่พยายามอธิบายและสื่อสารปรากฏการณ์ทักษิณชนฟ้า ผ่านคนที่เชื่อใน “ทฤษฎีเปลี่ยนแปลงสังคม” ไปยังสังคมทั่วไป
และก็มีการอธิบายเรื่องเหล่านี้ผ่านเครือข่ายจัดตั้งของสหายเก่าที่เข้ามาร่วมงานพรรคไทยรักไทยในพื้นที่ต่างๆ อีกด้วย
สรุปว่า ในด้านการข่าวและงานมวลชน ระบอบทักษิณเลือกใช้วิธีการแตกต่างหลากหลาย ในระดับรากหญ้าชาวบ้านทั่วไป–จะใช้อิทธิพลของทีวีและการอธิบายความด้วยข่าวลือว่า ทักษิณยังใกล้ชิดและจงรักภักดีกับระบอบ ปัญหาก่อนนี้เกิดจากป๋าเปรมอยากเป็นนายกฯ ม.7 จึงสกัดกั้นขัดขวาง “ข้างบน” ไม่ให้รู้เรื่อง
ในระดับที่สูงขึ้นมา คือระดับผู้ปฎิบัติงานและสหายเก่า–ใช้ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงสังคม ที่บอกว่าทุนนิยมแบบทักษิณเป็นระบบที่ก้าวหน้ากว่าระบบเดิม คือศักดินาล้าหลัง จึงควรสนับสนุนทักษิณ ไม่ใช่สนับสนุนผู้มีบารมี
นอกจากนั้น ยังมีเครือข่ายคอลัมนิสต์ที่ถูกอำนาจเงินของทักษิณและพวกพ้องซื้อเอาไว้ คอยเขียนข่าวชักนำ ทิ่มแทง ให้สังคมเข้าใจพันธมิตรฯ ผิดตลอดเวลา
และล่าสุด คือ ปก “มติชนสุดสัปดาห์” ที่นำรูป “ทักษิณ” มาขึ้นปก แล้วเขียนว่า “ปีศาจ?” ซึ่งมาจากหนังสือเรื่อง “ปีศาจ” ของ เสนีย์ เสาวพงษ์ ที่นัยคือต้องการชี้ให้เห็นว่า ทักษิณก็เปรียบเหมือนตัวละคร “สาย สีมา” ซึ่งมีความคิดก้าวหน้า เหมือนกับปีศาจที่จะตามหลอกหลอนชนชั้นสูงในสังคม ท่ามกลางกระแสการหมิ่นแคลนสถาบันสูงสุดที่ขึ้นจากใต้ดินมาอยู่บนดิน และท้าทายอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนhttp://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000137029
----------
พันธมิตรฯ เตรียมประท้วงอาหรับเอมิเรตส์“สนธิ”แฉ”แม้ว”ซื้อบ้านที่ดูไบ 800 ล้าน
เมื่อเวลา 20.20 น.นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวบนเวทีปราศรัยว่า แกนนำพันธมิตรฯ เตรียมทำหนังสือประท้วงไปยังประเทศสาธารณรัฐเอมิเรตส์ที่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้ประเทศเป็นสถานที่ในการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งล่าสุดตนทราบข่าวมาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ซื้อบ้านในราคา 800 ล้านบาท อยู่ที่เมืองดูไบ ประเทศสาธารณรัฐเอมิเรตส์
นายสนธิ ยังกล่าวว่า มีนักหนังสือพิมพ์ที่ชื่อว่านายเสถียร จันทิมาธร ที่เขียนบทความคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ ที่มีความพยายามเขียนเข้าข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ และเขียนบทความในทำนองที่ว่ามีความพยายามล้มล้างระบอบกษัตริย์ โดยนายเสถียร นั้นรับผิดชอบเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อ ด้วยการสร้างเรื่องเพื่อเป็นการชี้นำ พยามยามกระจายความคิดเรื่องคอมมิวนิสต์ ไปสู่ระดับรากหญ้า เป็นกระบวนการที่ออกแบบสร้างมาเพื่อบั่นทอนสถาบันกษัตริย์อย่างเด่นชัด
ที่มา : นสพ.แนวหน้า วันที่ 18/11/2008
http://www.naewna.com/news.asp?ID=134171
--------------
‘สนธิ’ เปิดโปงขบวนการ ‘ปิศาจทักษิณ’
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 3 พฤศจิกายน 2551 03:18 น.
ผู้จัดการรายวัน- เปิดโปงขบวนการ “ปีศาจทักษิณ” จงใจหลอกหลอน สร้างภาพให้คนหวาดกลัว มีวาระซ่อนเร้นเอาไว้ไม่เสื่อมคลายทั้งจ้องทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ยึดอำนาจบริหารเพื่อผลประโยชน์ทับซ้อนของตนเองและพวกพ้องตลอดเวลา
เมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ปราศรัยที่ทำเนียบรัฐมนตรี หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้โทรศัพท์มาให้สัมภาษณ์รายการความจริงวันนี้สัญจรต่อหน้าม็อบคนใส่เสื้อแดงที่สนามราชมังคลาฯโดยอธิบายให้เห็นถึงปรากฏการณ์การดิ้นรนของระบอบทักษิณที่เกิดขึ้น และ การยืนหยัดต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต่อไปนี้คือ คำปราศรัยคำต่อคำของนายสนธิ
พี่น้องครับ วันนี้เป็นวันที่สำคัญมาก เพราะเป็นวันที่เห็นข้างชัดเจน เป็นวันที่ผมสามารถจะอธิบายความให้พ่อแม่พี่น้องตั้งแต่ต้นจนจบได้เลย
ก่อนที่ผมจะพูดถึงภาพรวม ผมจะเอาตัวอย่างๆหนึ่งให้พี่น้องดูซึ่งจะโยงกลับมาหาสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และสิ่งซึ่งเป็นเรื่องราวต่างๆ ที่เราต่อสู้มา และสิ่งซึ่งทำไมถึงมีม็อบเสื้อแดงอยู่ที่สนามกีฬาราชมังคลาภิเษก ทำไมม็อบของเขาต้องมา มาเพื่ออะไร และทำไมประชาชนของเราต้องมา และมาเพื่ออะไร
ผมอยากให้ดูหนังสือที่ชื่อว่า "ปีศาจ" เขียนโดยคุณเสนีย์ เสาวพงษ์ ที่เขียนมานานแล้วพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เกวียนทอง
คุณเสนีย์ เสาวพงษ์ เป็นอดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นคนที่รักความเป็นธรรม คุณเสนีย์ เสาวพงษ์ เขียนหนังสือเรื่อง "ปีศาจ" นั้น มีตัวละครอยู่ 2 ตัว พระเอกชื่อ สาย นามสกุล ศรีมา นางเอกชื่อ รัชนี
สาย ศรีมา ตามเนื้อเรื่องนั้นเป็นคนจนคนนึงที่ได้โอกาสเรียนหนังสือแล้วได้เข้ามาทำงานในสำนักงานทนายความ ต่อมาเจ้าของสำนักงานทนายความให้ สาย ศรีมา ไปดำเนินคดีกับคนจนที่บ้านที่เขาเกิด ในหลายๆ กรณี เขาไปดูแล้วเขามีความสงสาร เขาไม่ทำเขาเลยไม่ฟ้องร้อง นี่คือจิตใจที่รักความเป็นธรรมของ สาย ศรีมา
ในขณะเดียวกัน สาย ศีรมา มีแฟนชื่อ รัชนี รัชนีคือลูกเจ้าขุนมูลนาย ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ แต่ว่าเป็นคนซึ่งไม่ใส่ใจกับสถานภาพ หรือฐานะของ สาย ศรีมา ก็หลงรัก สาย ศรีมา โดยไม่สนใจว่า สาย ศรีมา เป็นคนมาจากไหน
วันหนึ่งสาย ศรีมา ถูกรัชนีเชิญไปทานข้าวที่บ้าน พอไปทานข้าวที่บ้านเสร็จเรียบร้อยแล้วก็โดนพวกพ่อ แม่ พี่น้องของรัชนี ซึ่งเป็นคนในระดับชั้นสูง กล่าววาจากระแนะกระแหน ดูหมิ่นเหยียดหยาม สาย ศรีมา เลยพูดออกมา
เขาบอกว่า “ผมเป็นปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างขึ้นมาหลอกหลอนคนที่อยู่ในโลกเก่า ความคิดเก่า ทำให้เกิดความละเมอ หวาดกลัว และไม่มีอะไรจะเป็นเครื่องปลอบใจท่านเหล่านี้ได้ เท่ากับไม่มีอะไรหยุดยั้งความก้าวหน้าของกาลเวลาที่จะสร้างปีศาจเหล่านี้ให้มากขึ้นทุกที ท่านอาจจะเหนี่ยวรั้งอะไรไว้ได้บางสิ่งบางอย่างชั่วครั้งชั่วคราว แต่ท่านไม่สามารถจะรักษาทุกสิ่งทุกอย่างไว้ได้ตลอดไป โลกของเราเป็นคนละโลก โลกของผมเป็นสามัญชน”
เพราะฉะนั้นแล้วคำว่า ปีศาจ ที่ใช้ในนิยายเล่มนี้ส่วนหนึ่งน่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากแถลงการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ของคาร์ลมาร์ก และเฟรสเดอริก เองเกอร์ ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเอาคำพูดของ สาย ในงานเลี้ยงบ้านรัชนี นางเอกของเรื่องมาเทียบกับอารัมภบทของแถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์
หมายความว่า นายสาย ศรีมา เขากำลังจะบอกพวกศักดินาว่า ผมนี่คือปีศาจของพวกคุณ ปีศาจที่มาหลอกหลอนความคิดเก่าๆ ความคิดเก่าๆ ที่คุณอยากจะเก็บของเก่าๆ เอาไว้ ระเบียบประเพณีของเก่าๆ ความเป็นศักดินาของคุณ คุณเก็บได้ไม่นานหรอก เพราะสักวันหนึ่งโลกมันเปลี่ยนไป และผมอยู่กับกาลเวลา ผมจะมาเป็นปีศาจหลอกหลอนพวกคุณ
**มติชนยกหางทักษิณเปรียบเป็นปิศาจ
ต่อมา หนังสือมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 31 ตุลาคม คือฉบับนี้ที่วางตลาดอยู่นี้ เป็นรูปของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้วก็เขียนว่า ปีศาจ แล้วตั้งเครื่องหมายคำถาม เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังพี่น้อง แปลว่าอะไร
คนที่ทำหนังสือเล่มนี้ชื่อ เสถียร จันทิมาธร เป็นญาติผู้พี่ของ น้าหงา สุรชัย จันทิมาธร แต่ว่าอยู่กันคนละขั้วโลก บรรทัดแรกของบทความเรื่อง ปีศาจ เป็นคำพูดของ ทักษิณ ชินวัตร กับเพื่อนนายทหารก่อนออกเดินทางจากประเทศไทย "กูไม่ยอมเป็นอย่างปรีดี" หมายความว่า จะไม่มีวันลี้ภัยไปแล้วตายในต่างประเทศ
บทความฉบับนี้ เขาพูดว่า ทักษิณ ชินวัตร ถือเป็นนายกรัฐมนตรีที่มากบารมีที่สุดคนหนึ่งของไทย ในยุคหลัง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพราะผลงานของรัฐบาลทักษิณมีอยู่มากมาย อยู่ในใจคนจำนวนมากไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนระดับรากหญ้า บทความชิ้นนี้ยังอ้างด้วยว่า นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค, กองทุนหมู่บ้าน, ปราบปรามยาเสพติด ยังเป็นที่กล่าวขวัญถึง เพราะได้เปลี่ยนชีวิตคนระดับรากหญ้ามากมาย แม้ว่าจะมีข้อกล่าวหาทุจริตมากมายในสมัยที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่สามารถทำลายความนิยมในตัวเขาลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคอีสาน
บทความในหนังสือเล่มนี้ โดยนายเสถียร จันทิมาธร ก็พูดต่อ การขับไล่ทักษิณออกนอกประเทศได้สำเร็จเพียงแค่ตัวคน แต่ความคิดและนโยบายของเขายังดำรงอยู่ เพราะฉะนั้นวันนี้ทักษิณจึงเปรียบเหมือนปีศาจในสายตาของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่จับต้องไม่ได้แต่หลอกหลอนเราได้
พี่น้องเข้าใจหรือยังว่า ทำไมเราถึงบอกว่า อย่าไปซื้อหนังสือพิมพ์ข่าวสด มติชน มติชนสุดสัปดาห์ และประชาชาติธุรกิจ
คุณเสถียร จันทิมาธร คือใคร คือหนึ่งในกระบวนการฝ่ายซ้ายเดิมทีที่อยู่ในป่า ออกมาแล้วยังไม่ยอมหยุดยั้งกระบวนการที่ต้องการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ และมาใช้ทักษิณ ชินวัตร เพื่อเป็นเครื่องมือในการล้มล้าง
**แฉกระบวนการหมิ่นสถาบัน
ตั้งแต่ปี 2544 กระบวนการทางการเมืองของทักษิณ ชินวัตรนั้น ได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยความหลงเชื่อของประชาชนทั่วประเทศ ว่าเขาเป็นคนเก่ง คนดี และจะบริหารชาติบ้านเมืองได้เหมือนกับที่เขาบริหารกิจการของเขาได้ ด้วยเหตุนี้ประชาชนส่วนใหญ่จึงเข้าไปสนับสนุนทักษิณ ชินวัตร
หลังจากที่เขาพ้นคดีซุกหุ้นไปแล้ว อำนาจเขาก็เพิ่มเติมขึ้นมาเรื่อยๆ ตลอดเวลา เพิ่มขึ้นมาจนกระทั่ง เขาถึงจุดที่เขาคิดว่า ทำอะไรก็ไม่ผิดกฎหมาย เขาลุแก่อำนาจถึงจุดที่ว่า ถ้ากฎหมายอะไรไปขัดขวางการสร้างความร่ำรวยให้เขา เขาก็แก้กฎหมายนั้น นั่นคือที่มาของกระบวนการที่เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน แม้กระทั่งการซื้อที่ดินที่รัชดา ทั้งๆ ที่ผิดกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 100 เขาไม่สนใจ เมื่อศาลพิพากษาแล้วเขาก็บอกว่า เขาต้องรับกรรมในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ เขาแก้ตัวไปแบบนี้
พี่น้องจำได้ไหมผมเคยพูด บอก ทักษิณมีคนซึ่งวางแผนและทำงานให้เขาอยู่ 2 ฝ่าย ฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา ฝ่ายขวาของเขาก็คือ นักการเมืองรุ่นเก่าๆ หรือคนที่ใส่ใจเฉพาะการเมืองแบบเก่า ไม่ว่าจะเป็นนายเนวิน ชิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นนายยงยุทธ ติยะไพรัช หรือไม่ว่าจะเป็นในอดีตหลายๆ คนที่มีข่าวมีคราวขึ้นมาที่สนับสนุน ทักษิณ ชินวัตร ด้วยวิธีการเมืองแบบเก่าๆ รวมไปถึงนายเสนาะ เทียนทอง หรือนายบรรหาร ศิลปอาชา คนพวกนี้คือฝ่ายนักการเมืองฝ่ายขวา
ในด้านอีกหนึ่งทักษิณ ชินวัตร ก็มีที่ปรึกษา คือนักการเมืองฝ่ายซ้ายที่เข้าไปอยู่ในป่า หมอมิ้งค์ นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริยเดช อยู่ในป่าอีสานใต้ ใช้ชื่อว่า สหายจรัส นายจาตุรนต์ ฉายแสง อยู่ในป่า ใช้ชื่อว่า สหายสมชาย คนพวกนี้ก็มีลูกน้องหลายๆ คน มีเครือข่ายของเขา ไม่ว่าจะเป็น จรัล ดิษฐาอภิชัย หมอเหวง โตจิราการ หรือแม้กระทั่ง ชูชีพ ชีวสุทธิ์ ซึ่งหนีหมายจับกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปอยู่เมืองจีน โดยมีนายเหยียน ปิง เป็นผู้ดูแล หรือล่าสุด นายสุชาติ นาคบางไทร ที่ถูกหมายจับตำรวจข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หนีไปอยู่ทางฝั่งลาว รวมไปจนถึง นายจักรภพ เพ็ญแข ที่โดนหมายจับเช่นกัน คนพวกนี้คือพวกฝ่ายซ้าย
พวกนี้คือซ้ายที่อยู่ในป่า เคยมีความเชื่อมั่นว่า สังคมไทยถ้าจะเจริญต่อไปได้ต้องขจัดพวกศักดินา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันกษัตริย์ จะต้องเอาให้ล้มลงไป หรือไม่ก็ทำให้เป็นเพียงแค่ตรายาง นี่คือความเชื่อของคนฝ่ายนี้
ทักษิณเลยโดนคนทั้ง 2 ฝ่ายเอามาใช้ ฝ่ายขวาก็ต้องพึ่งพาความนิยมชมชอบของทักษิณ “อัศวินควายดำ” ตามที่หมอเสม พริ้งพวงแก้ว หรือว่า “ตาดูดาวเท้าติดดิน” หนังสือที่เขาเขียน ด้วยเหตุนี้พี่น้อง ทั้งฝ่ายซ้ายฝ่ายขวาก็มองเห็นว่า ทักษิณนั้นจะเป็นตัวการที่พาให้ทั้ง 2 ฝ่ายเดินเข้าไปสู่เป้าหมายทางการเมืองที่ตัวเองต้องการ
ฝ่ายขวาฝ่ายนายเนวินไม่ได้คิดอะไรนอกจากเดินเข้าไปสู่การเมืองที่ตัวเองมีอำนาจ ตัวเองสามารถยึดครองบุรีรัมย์ต่อไปได้ ในขณะเดียวกัน นายยงยุทธ ติยะไพรัช ก็มองว่า ตัวเองสามารถยึดครองเชียงราย เป็นจังหวัดๆ ไป ส่วนฝ่ายซ้ายมองว่า ถ้าทักษิณยังมีความยิ่งใหญ่และได้รับความนิยมชมชอบ ความฝันของการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ หรือทำให้ราชบัลลังก์กลายเป็นเพียงแค่ตรายาง ย่อมมีโอกาสเป็นไปได้
เพราะฉะนั้นจะสังเกตว่า กระบวนการจาบจ้วงและทำลายล้างราชบัลลังก์นั้น ได้เริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี 2544 ตั้งแต่วันแรกที่ทักษิณได้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี คนซึ่งวางแผนอยู่คือ นายพรหมินทร์ เลิศสุริยเดช ซึ่งนายพรหมินทร์นั้นเป็นผู้วางแผนให้กับนักการเมืองฝ่ายซ้าย ส่วนจะวางแผนอย่างไรนั้นไม่ทราบ ทราบเพียงว่า นายแพทย์พรหมินทร์นั้นได้ฝังตัวอยู่กับทักษิณมานานแล้ว ในฐานะเป็นคนซึ่งทำงานอยู่ในบริษัท เอไอเอส และชินคอร์ปอเรชั่น กลายเป็นคนสนิทของคุณหญิงอ้อ พจมาน ชินวัตร กลายเป็นคนซึ่งในที่สุดมาเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และก็ต่อมาเรื่อยๆ
ปัจจุบันนี้ พรหมินทร์ เลิศสุริยเดช คือกุนซือที่คิดในการวางแผนพรรคเพื่อไทย ซึ่งกำลังจะรวมพรรคการเมืองกระเฬวรากทุกฝ่ายที่เคยเป็นอดีตไทยรักไทยเข้ามาอยู่พรรคเพื่อไทย เพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งในระบบและในแบบการเมืองเก่า ให้กลายเป็นพรรคที่จัดตั้งรัฐบาลได้เพียงพรรคเดียว และแน่นอนที่สุด หนึ่งในวาระนั้นคือการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับทักษิณ ชินวัตร ด้วย
ขบวนการนี้มีแนวความคิดริเริ่ม เริ่มต้นมาตั้งแต่ในยุคที่เริ่มพรรคไทยรักไทย ด้วยการไปท่องเรือสำราญที่ประเทศฟินแลนด์ และนั่นคือที่มาของการกล่าวหาถึงปฏิญญาฟินแลนด์ กระบวนการนี้กำลังดำเนินการไปได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการทำพิธีที่อุโบสถวัดพระแก้ว เผอิญกระบวนการฝ่ายขวางกับฝ่ายซ้ายมีเป้าอันเดียวกัน คือ ส่งเสริมให้ทักษิณยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ทักษิณเองกับภรรยาก็มีความทะเยอทะยานมาก จากคนที่เคยวิ่งเต้นขอสัมปทานต่างๆ เคยไปกราบกรานข้าราชการตั้งแต่ซี4 ซี5 ซี6 ซี7 ซี8 ซี9 ซี10 ซี 11 เคยจะต้องวิ่งเต้นกับ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ เพื่อวิ่งเต้นให้ได้ดาวเทียมไทยคม เขาก็ยินดีที่จะทำ เข้าไปวิ่งเต้นกับ นายมนตรี พงษ์พานิช ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ตลอดจน พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เพื่อให้ได้โทรศัพท์มือถือเอไอเอส จีเอสเอ็ม 900 คลื่น 900 ที่องค์การโทรศัพท์เป็นเจ้าของ ในยุคที่นายไพบูลย์ ลิมปพยอม เป็นผู้อำนวยการองค์การโทรศัพท์ และตอบแทนบุญคุณokpไพบูลย์หลังจากเกษียณให้มาเป็นกรรมการชินคอร์ป กินเงินเดือน 200,000-300,000 บาท จนกระทั่งทุกวันนี้
เพราะฉะนั้นแล้วด้วยเหตุอันนี้เอง ทั้งพจมาน ชินวัตร ทักษิณ ชินวัตร เมื่อมีอำนาจอยู่ในมือ เมื่อมีเงินอยู่ในมือ มีนักการเมืองสามารถจะเล่นประเภทใต้ดินได้ เล่นถ่อยๆ ได้ คือทางฝ่ายขวา กับมีที่ปรึกษาระดมมวลชนอดีตคนอยู่ในป่าได้ คือฝ่ายซ้าย ทักษิณ ชินวัตร ก็ช่วยไม่ได้ที่จะคิดถึงการใหญ่ ตั้งแต่การเข้าไปทำพิธี การเข้าไปทำพิธีที่วัดพระแก้ว การประชุม ครม.ที่ปราสาทพนมรุ้ง ตลอดจนการเล่นไสยศาสตร์นั้น นี่ก็คือการจะจาบจ้วงและถ้าล้มล้างราชบัลลังก์ได้ก็ล้มล้าง ซึ่งมันตรงกับทางนักการเมืองฝ่ายซ้ายต้องการพอดี ไอ้ขวามันใช้ไสยศาสตร์ไอ้ซ้ายมันจะใช้มวลชน เห็นหรือยังพี่น้อง นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น
กระบวนการนี้เริ่มมานานแล้ว การทำงาน การเข้าไปทำบุญที่วัดพระแก้วเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ไม่มีใครกล้าพูด มีผมคนเดียวที่กล้าพูด เมื่อปี พ.ศ.2548 ที่มาเปิดโปงในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ทั้งหมดนี้รวมไปจนถึง รวมไปจนถึงการแต่งตั้งรักษาการสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งคนที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลังก็คือ วัดธรรมกาย นี่คือคำตอบว่าทำไมพวกมวลชนทางฝ่ายเสื้อแดง เวลาลงมากรุงเทพฯ ถึงไปพักที่วัดธรรมกาย พี่น้องจำได้ไหม เขาพยายามทำแม้กระทั่งแต่งเพลงชาติไทยขึ้นมาใหม่ จำได้หรือเปล่า มองดูเป็นองค์รวม มองดูเป็นองค์ประกอบแล้วจะเข้าใจ ทำไมบัตรประชาชนต้องเปลี่ยน บัตรข้าราชการต้องเปลี่ยนจากคำว่า "ข้าราชการ" ไปเป็น "เจ้าหน้าที่รัฐ" ก็ด้วยเหตุผลอันนี้ ต้องการจะลดพระบรมเดชานุภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะคำว่า ข้าราชการนั้นคำเต็มมันมีอยู่ว่า ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000130056
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
แสดงความเห็นได้ที่นี่