ข่าวสั้นจากINN

วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วิวัฒนาการความยิ่งใหญ่ของ"จีน"กับแผนวาง"ทายาท"ผู้สืบทอดอำนาจ


วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 16:00:48 น. มติชนออนไลน์

"วีระชัย วีระเมธีกุล"เล่าวิวัฒนาการความยิ่งใหญ่ของ"จีน"กับแผนวาง"ทายาท"ผู้สืบทอดอำนาจ

ดร.วีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นวิทยากรในการบรรยายเรื่อง "Asian Century (จีน)" โครงการอบรม "ผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง" โดยมูลนิธิสัมมาชีพ(มสช.) ร่วมกับ เครือมติชน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประเทศจีนได้ถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้อธิบายวิวัฒนาการความเจริญก้าวหน้าของจีนหลายแง่มุมที่น่าสนใจ

ดร.วีระชัย เริ่มบรรยายถึงความเจริญเติบโตของจีนโดยยกตัวอย่างเมืองเซียงไฮ้เมื่อครั้งที่ไปทำงานที่นั่น และมีโอกาสได้เรียนรู้สถานที่สำคัญๆ ไปชมอนุสาวรีย์จอมพลเฉินอี้ ศึกษาประวัติศาสตร์ของท่านจอมพลเฉินอี้ หนึ่งใน 10 จอมพลที่ร่วมกู้ชาติจีน จอมทัพผู้มีกองทัพที่เข้มแข็งทหารนับแสนอยู่ใต้บังคับบัญชาเมื่อครั้งที่เข้ามายึดครองนครเซียงไฮ้ เมืองที่ร่ำรวยที่สุดประชาชนมีทรัพย์สินเงินทองมีบริษัทต่างชาติมากมาย แต่จอมพลเฉินอี้ ไม่ได้มีแนวคิดที่จะ
นำทรัพย์สินเหล่านั้นมาเสริมความมั่นคงให้กองทัพ กลับสั่งให้ทหารนอนอยู่กลางถนนอย่าเข้าไปในบ้านเรือนประชาชนสถานที่ราชการรวมไปถึงบริษัทต่างชาติ จากเหตุการณ์นั้นสร้างความประทับใจให้กับผู้คนเป็นอย่างมาก นอกจากชนะสงครามแล้วยังชนะใจประชาชนท่ามกลางสถานการณ์ความหวาดระแวง และไม่ใช่แค่คนเซียงไฮ้แต่เอาชนะใจคนจีนทั้งประเทศ
นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่จีนสร้างประเทศขึ้นมา และรู้สึกทึ่งเมื่อเห็นภาพทหารนอนอยู่เต็มท้องถนน

"ผมอยู่ในเซียงไฮ้หลายปี เป็นช่วงที่รัฐบาลกลางกำลังจะสร้างเมือง"ปูตง" ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำหวงปู ตอนนั้นมีแค่ตึกบ้านช่องสองสามชั้นยังไม่มีตึกสูง ในเวลาต่อมาทางผู้บริหารเซียงไฮ้ เชิญนักธุรกิจไปดูการสร้างเมือง พยายามโน้มน้าวให้คนเข้าไปตั้งบริษัทอยู่ในเมืองใหม่ ช่วงปีค.ศ.1990 -1991


ผมไปดูแล้วคิดในใจว่าเป็นความคิดดี ผู้นำ ผู้บริหารคิดแบบนี้ถูกแล้ว คิดให้ไกลคิดให้ใหญ่ไว้ก่อน ทำไม่สำเร็จไม่เป็นไร ผมคิดอยู่ในใจว่าดีแล้วดีกว่าไม่คิดอะไรเลย ต่อไปที่ตรงนี้จะทำเป็นศูนย์การเงิน การธนาคาร ศูนย์การค้าการบริหาร ที่อยู่อาศัย อุตสาหกรรมใช้เทคโนโลยีชั้นสูงแบบธรรมดาไม่ให้ทำ ฟังดูมีเหตุมีผล"


เมื่อนำความคิดนี้มาบวกกับคำกล่าวของ "เติ้งเสี่ยวผิง" ผู้นำคนสำคัญของจีน เคยบอกว่า "ให้คนที่มาเป็นผู้นำหลังจากเราที่เก่งกว่าเรามาทำต่อ" คำถามต่อมาคือ แล้วจะเริ่มอย่างไร ผู้บริหารเซียงไฮ้เริ่มชักชวนบริษัทระดับโลกจากทั้งในภูมิภาคเอเซีย ยุโรปและอเมริกา มาร่วมลงทุน การจะทำให้ยิ่งใหญ่ระดับโลกได้ต้องดึงคนระดับโลกมาร่วม การวางแผนให้เมืองปูตง เป็นเมืองระดับโลกที่มีบริษัทใหญ่ๆมาอาศัยลงทุนไม่จำกัดแค่ต่างชาติ บริษัทของจีนก็เข้าร่วมได้แต่ไม่มีอะไรพิเศษ ทุกบริษัทเท่ากันหมดเป็นอีกหนึ่งแนวความคิดของผู้นำจีนเพื่อให้เห็นภาพของเมืองใหม่ให้ชัดเจนเซียงไฮ้ลงทุนสร้างแบบจำลองเมืองขึ้นมา เฉพาะค่าแบบจำลองเมืองใหม่มูลค่าล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับการสร้างเมืองใหญ่ระดับโลกขนาดนั้นค่าแบบจำลองแค่นี้ไม่แพงเลย ถึงแม้ว่าขณะนั้นคนที่คิดจะทำและมีศักยภาพที่จะทำไม่มีเลย

ดังนั้นเซียงไฮ้นับว่าเป็นเมืองแรกๆของจีนและของโลกในช่วงนั้นที่คิดจะสร้างเมืองใหญ่ ฉะนั้นพวกบริษัทใหญ่ๆที่มีคนเก่งๆ จึงอยากมาแสดงฝีมือให้คนทั้งโลกเห็นว่าศักยภาพของบริษัท เมืองใหม่ปูตง จึงเป็นศูนย์รวมผู้ที่มีความรู้ความสามารถของคนทั้งโลกไม่ใช่เฉพาะของคนจีน 1.3 พันล้านคน

เมื่อชักชวนต่างชาติมาลงทุนแล้วการดูแลช่วยเหลือถือเป็นเรื่องสำคัญที่น่าชื่นชม ยกตัวอย่าง ช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินเมืองเซียงไฮ้ได้รับผลกระทบไม่น้อย แต่สิ่งที่ทำให้ประทับใจจนถึงวันนี้ในฐานะที่เป็นบริษัทต่างชาติที่เข้าไปลงทุน ขณะที่มีบริษัทร่วมทุนรัฐวิสหากิจของจีน คือ ส่วนหนึ่งของรัฐบาล เกิดความคิดหากำไรอาศัยช่วงที่ทรุดคิดจะเอาเปรียบไปกว้านซื้อบริษัทต่างชาติมาในราคาถูก

เลขาธิการพรรคเซียงไฮ้ในขณะนั้นตั้งคำถาม ว่า รู้ไหมเซียงไฮ้เติบโตมาเพราะอะไร คำตอบ เพราะการลงทุนของต่างประเทศ แล้ววันนี้เขามีปัญหานอกจากไม่ช่วยเขายังไปเอาเปรียบแล้วตอนหลังใครจะกล้ามาลงทุน และถ้าบริษัทที่ไปเอาเปรียบเขาเป็นบริษัทของเอกชนฝั่งจีนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแต่นี่เป็นบริษัทของรัฐวิหากิจที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลเซียงไฮ้ ทำแบบนี้คิดว่าบริษัทต่างชาติจะไม่มีเพื่อนหรืออย่างไรและถ้าข่าวแพร่ออกไปใครจะกล้ามาลงทุน
มิเท่ากับทุบไข่ทองคำของตัวเองหรือ

นี่คือสิ่งที่ผู้นำเซียงไฮ้คิดและจัดการกับปัญหาวิธีรวมทั้งการดูแลและช่วยเหลือบริษัทต่างชาติไม่ใช่การไปเอาเปรียบ จึงทำให้เซียงไฮ้รุ่งเรืองมาจนถึงทุกวันนี้ ในเวลาต่อมา เลขาธิการพรรคเซียงไฮ้ท่านนี้ เมื่อครบวาระการทำงานที่เซียงไฮ้ท่านยังก้าวขึ้นไปเป็นสมาชิกประจำกลุ่มการเมืองหนึ่งในผู้ปกครองที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศจีน

ดร.วีระชัย กล่าวถึงบทเรียนที่ได้รับจากเซียงไฮ้ คือ เวลาที่เกิดปัญหาจะได้รับการช่วยเหลือไม่ใช่มาเอาเปรียบ ทำให้วันนี้เซียงไฮ้ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ1ที่มีต่างชาติเข้ามาลงทุนมากที่สุดในประเทศจีนและจีนยังมูลค่าการลงทุนมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศสหรัฐอเมริกา

ความเปลี่ยนแปลงของจีนเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับคำพูดที่ยิ่งใหญ่ของ "เติ้งเสี่ยวผิง" กล่าวว่า "พวกเราเป็นสังคมนิยมแบบจีน เราปลี่ยนแปลงได้ เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา และเราจะ เปลี่ยนตามผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนจีนเป็นหลัก"

ซึ่งคอนเซ็ปต์ของคำว่า "คอมมิวนิสต์จีน" มีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไป จนถึงตอนนี้พรรคคอมมิวนิสต์จีนยังสามารถครองใจพี่น้องชาวจีนได้เป็นส่วนใหญ่สามารถปกครองได้จนถึงทุกวันนี้

"ผมได้มีโอกาสกลับไปเซียงไฮ้อีกครั้งในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้มีโอกาสพบแวดวงนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เซียงไฮ้ยังมีแนวความคิดที่อยากให้คนมาลงทุนในประเทศตัวเองแทบไม่ต้องพูดเรื่องค่าเช่าที่ดินแทบจะยกให้ฟรีแถมสร้างอาคารให้ด้วย ผมมีความเชื่อมั่นว่าจีนจะมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่ต่อไป จากคำพูดของเลขาธิการพรรคหูจิ่นเทา ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน เคยบอกว่าจะใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน ขณะที่นายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า มีนโยบายที่จะใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นปัจจัยในการผลักดันให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนต่อไปในอนาคต"

หากมาดูที่โครงสร้างพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน โครงสร้างพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์จีนอยู่ใน 10 อันดับเแรกของโลก แต่ถ้าเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีถึงแม้จะไม่สูงนักแต่อยู่ใน 20 อันดับแรก โดยโครงสร้างพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์จีน ที่น่าสนใจ คือ
1. "การจดสิทธิบัตร" จีนได้รับเป็นอันดับที่ 3 ของโลก หมายความว่า จีนมีองค์ความรู้ที่จะใช้เป็นนวัตกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกมากมาย และจำนวนสิทธิบัตรสัดส่วนของคนที่มาขอมากที่สุด ชาวจีนมาเป็นอันดับ 4 ของโลก บางประเทศมีสิทธิบัตร อันดับต้นๆแต่คนที่มาขอกลับเป็นชาวต่างชาติ

2. จำนวนบทความ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับนานาชาติจีนเป็นอันดับ 2 ของโลก องค์ความรู้ที่จีนมีเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ

3. จำนวนนักวิจัยของประเทศจีนอันดับ 1 ของโลก แทบไม่ต้องอธิบาย จำนวนนักวิจัยของจีนที่ทำงานในภาคเอกชนเป็นอันดับ 1 ของโลกเช่นเดียวกัน

หากวิเคราะห์จากตัวเลขเหล่านี้มีความสำคัญมาก ใครที่อยู่ในแวดวงวิทยาศาสตร์ฯจะทราบว่าการจะขับเคลื่อนงานวิจัยในอนาคตไม่ใช่รัฐบาล ต้องเป็นเรื่องภาคเอกชน แม้โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีของจีนที่อาจจะไม่ได้สูงนักแต่มีความน่าสนใจ ตัวเลขมูลค่าการส่งออกที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง จีนเป็นอันดับ 1 ของโลก แปลว่างานวิจัยของจีนประสบความสำเร็จจนสามารถออกไปสู่เชิงพาณิชย์ได้

นอกจากนี้ยังมีตัวเลขที่น่าสนใจอีกอย่าง คือ จำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์จีนมีมากเป็นอันดับ 2 ของโลก ถ้าเอาตัวเลขนี้ไปบวกกับอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงหมายความว่าคนจีนจะมีช่องทางการเข้าถึงองค์ความรู้ได้มากจนนำไปสู่การพัฒนาเชิงพาณิชย์ สรุป คือ วันนี้ประเทศจีนมีความพร้อมทั้งเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและกำลังปรับปรุงในส่วนที่ตัวเองไม่มีเพื่อให้มี

ดร.วีระชัย ได้อธิบายความเชื่อมโยงของกระบวนการเปลี่ยนแปลงผู้นำจีนจากรุ่นสู่รุ่น ว่า ผู้บริหารรุ่นแรกๆสมัย "เหมาเจ๋อตุง" ปฏิวัติที่ให้ความสำคัญ คือ เน้นเรื่องการปฏิวัติตลอดเวลา คนแรกที่ได้รับการวางตัวไว้สืบทอดอำนาจ คือ หลิวเซ่าฉี นักปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพและนักทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่ เป็นคนที่น่าชื่นชมมากคนหนึ่งแต่เขาไม่ได้รับความเป็นธรรม เขาถูกกล่าวหาแล้วสุดท้ายก็ตาย มีคำพูดหนึ่งที่เขาเขียนไว้ก่อนตาย คือ "แม้ในประวัติศาสตร์จะดีหรือไม่ดี
ขอให้ในอนาคตพี่น้องประชาชนตัดสินว่าสิ่งที่พวกคุณทำกับผมวันนี้ไม่ถูกต้องไม่ยุติธรรม"
ในที่สุดเขาก็ตายโดยที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทั่งคนสุดท้ายที่เลื่อนขึ้นมาก็ไม่ได้เป็นไปตามที่ "เหมาเจ๋อตุง" วางแผนไว้ พวกที่ถูกวางตัวไว้ก็ไม่เข้มแข็งพอที่จะนำประเทศจีนก้าวต่อไปได้

จากนั้น "เติ้งเสี่ยวผิง" จึงมาเป็นผู้นำรุ่นที่ 2 ในการปฎิวัติ แม้จะเป็นผู้นำการปฏิวัติการเปลี่ยนแปลงแต่สิ่งที่เขาเน้นที่สุดไม่ใช่เรื่องของการปฏิวัติไม่ใช่เรื่องการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่เขาเน้นจนคนโจษจัน มากที่สุด คือ เรื่องการเปิดประเทศจีนสู่โลกภายนอก

สิ่งที่เติ้งเสี่ยวผิง ทำในฐานะผู้นำ คือ การวางแผนอำนาจที่จะเป็นผู้นำในการสืบทอดอำนาจต่อไปในอนาคต เพราะเขาเห็นว่าในช่วงชีวิตของเขาหลังจากที่ "เหมาเจ๋อตุง" เสียชีวิตประเทศจีนมีการต่อสู้อย่างมากมาย ดังนั้นสิ่งที่ "เติ้งเสี่ยวผิง" ได้ทำไว้และยิ่งใหญ่มาก คือ เขาวางฐานอำนาจผู้นำรุ่นที่ 3 คือ เจียงเจ่อหมิน หลีเผิง และจูหรงจี รุ่นที่ 4 คือ ผู้นำคนปัจจุบัน "หู จิ่น เทา"

รูปแบบการสืบทอดผู้นำของเติ้งเสี่ยวผิง ถูกวางเป็นระบบแกนนำของพรรคโดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ "เจียงเจ่อหมิน หลีเผิง และจูหรงจี" เป็นผู้นำรุ่นที่ 3 ขณะยังมีกลุ่มที่อยู่ร่วมในการปฏิวัตินั่งอยู่ ผู้นำรุ่นใหม่อย่าง เจียงเจ่อหมิน จะทำงานลำบาก


ฉะนั้นกลุ่มผู้นำในการปฏิวัติอาวุโสทั้งหมดต้องเกษียณ เพื่อเปิดทางให้ เจียงเจ่อหมิน หลีเผิง จูหรงจี ขึ้นมาบริหาร

ต่อมาสิ่งที่ผู้นำรุ่นที่ 3 ทำ คือ การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศ การพัฒนาเมืองใหม่ในประเทศ หลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงสมัย เติ้งเสี่ยวผิง เปิดประเทศสู่โลกภายนอก ยุคต่อไปก็เปลี่ยนแปลงเพื่อก้าวหน้าต่อไป และสิ่งที่เติ้งเสี่ยวผิงแสดงให้เห็น คือ การวางผู้นำรุ่นต่อไปเพื่อให้คนอื่นได้เห็นผลงานของผู้นำแต่ละรุ่น กระทั่งมาถึงรุ่นที่ 4 ซึ่งเป็นรุ่นปัจจุบันนำโดย หูจิ่นเทา สิ่งที่เขาทำ คือ พยายามลดช่องว่างของความร่ำรวยกับความยากจนระหว่างเมืองที่ร่ำรวยเจริญแล้วกับเมืองที่อยู่ห่างไป

นี่คือ สิ่งที่เขากำลังทำต่อไป ส่วนแกนนำรุ่นที่ 5 ที่จะเกิดขึ้นในอีก 2-3 ปีข้างหน้า คือ เรื่องเทคโนโลยีต่อไป สำหรับแกนนำพรรครุ่นที่ 6 จะต้องเริ่มมองแล้วว่าจะมีใครขึ้นมาบ้าง

สิ่งที่อยากจะบอกคือผู้นำของจีนแต่ละยุคแต่ละสมัยจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดนับจาก เหมาเจ่อตุง เน้นเรื่องการปฏิวัติ เติ้งเสี่ยวผิงเรื่องการเปิดประเทศสู่ภายนอก รุ่นที่ 3 เจียงเจอหมิน จูหรงจี เน้นเรื่องโครงการอุตสาหกรรม รุ่นที่ 4 หูจิ่นเทา เวินเจียเป่า เน้นเรื่องช่องว่าง

ดร.วีระชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า การวางตัวผู้นำมีความสำคัญอย่างมาก ผู้นำในการเปลี่ยนแปลงวันนี้และวันข้างหน้า สิ่งสำคัญต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าและขอฝากคำพูดหนึ่งไว้ที่เขียนไว้ในที่ประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ในพิพิธภัณฑ์จีน คือ "การบริหารการเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆเท่านั้น "

คนข่าวINN

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความเห็นได้ที่นี่