อันเนื่องมาจากปรากฎการณ์ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลกระยะนี้..ทั้งปรากฎการณ์สึนามิแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น แผ่นดินไหวในพม่า หิมะตกในพม่า เวียดนาม แผ่นดินไหวในพม่า ลาว และ ภาคเหนือของไทย จ.เชียงราย เชียงใหม่ ที่สั่นสะเทือนรู้สึกได้ถึงกรุงเทพ อากาศหนาวที่เกิดขึ้นในฤดูร้อน ปรากฎการณ์ฝนตกน้ำท่วมในภาคใต้กลางฤดูร้อน รวมไปถึง ปรากฎการณ์พายุต่างๆในอเมริกา และภูเขาไฟที่กำลังประทุในฟิลิปปินส์..ทั้งยังไม่นับรวมถึงผลกระทบจากเตาปฏิกรณ์ในญี่ปุ่นที่กระจายสู่ประเทศภูมิภาคทะเลแปซิฟิค ฯลฯ .. ทำให้อดนึกถึงทฤษฎี"ผีเสื้อขยับปีก"หรือ"ทฤษฎีสับสน"ที่ส่งผลกระทบถึงกันจากจุดตกกระทบเล็กๆ..
-----
ปรากฎการณ์"ผีเสื้อขยับปีก"
ผีเสื้อขยับปีกหนึ่งครั้งมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่เกิดขึ้นกับธรรมชาติอาจนำไปสู่หายนะของโลกในอีกหลายหมื่นปีข้างหน้า
ราว 43 ปีที่แล้ว เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน ลอเรนซ์ นักคณิตศาสตร์ และนักอุตุนิยมวิทยาชาวสหรัฐ ผู้บุกเบิกทฤษฎีโกลาหล (Chaos Theory) ยุคแรกๆ ได้เขียนรายงานลงในวารสารวิทยาศาสตร์ว่า "นักอุตุนิยมคนหนึ่งถึงกับเอ่ยว่า ถ้าทฤษฎีนี้ถูกต้อง การขยับปีกของนกนางนวลหนึ่งครั้งอาจทำให้อากาศเปลี่ยนแปลงได้ตลอดกาล" งานเขียนในลำดับต่อมา ลอเรนซ์เปลี่ยนจากนกนางนวลมาเป็น ผีเสื้อขยับปีก ซึ่งฟังดูเพราะกว่า
“ผีเสื้อขยับปีก” เป็นวลีง่ายๆ ที่ใช้อ้างถึงทฤษฎีโกลาหล ซึ่งมีความละเอียดทางเทคนิคทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนและเข้าใจยากกว่ามากนัก โดยตัวทฤษฎีเองกล่าวถึง ตัวแปรเล็กน้อยที่เป็นเงื่อนไขแรกของระบบที่เชื่อมโยงกันเป็นทอดๆ อาจส่งผลต่อตัวแปรขนาดใหญ่ในพฤติกรรมระยะยาวของระบบได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผีเสื้อขยับปีกหนึ่งครั้งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศ ซึ่งสุดท้ายแล้วจะส่งผลให้เกิดพายุทอร์นาโด (หรือไม่เกิดหากผีเสื้อสูญพันธุ์) เท่ากับว่า การขยับของปีกผีเสื้อ แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในเงื่อนไขของระบบนิเวศ แต่ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ที่นำไปสู่ปรากฏการณ์ขนาดใหญ่
------------
ทฤษฎีผีเสื้อขยับปีก (The Butterfly Effect)
ก่อนที่จะพูดถึง Butterfly effect ก็คงต้องมีการเอ่ยถึงทฤษฎีหนึ่ง คือ Chaos Theory (เคอ็อส) ที่กำลังเป็นกระแสใหม่ในศตวรรษที่ 21 ซึ่ง เป็นแนวความคิดที่พัฒนาจากขบวนการสังเกตของนักวิทยาศาสตร์ ศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์ประยุกต์ที่ชื่อ เอียน โพซิเบิล ของมหาวิทยาลัยลอนดอน ได้เขียนหนังสือชื่อ Chaos a science for the real world ( a science : ความรู้ , for the real world : ในโลกแห่งความเป็นจริง ) โดยอธิบายไว้ว่า ทฤษฎีแห่งความไร้ระเบียบหรือ chaos theory (เขาใช้คำว่าไร้ระเบียบ ในปัจจุบันนี้สังคมไทยใช้คำว่า สับสนอลหม่าน, หรือนักวิชาการบางท่านก็ไปเขียนไว้ว่าเป็นทฤษฎีความโกลาหล ) เปรียบกับแม่น้ำสายใหญ่เกิดจากสายน้ำหลายสายไหลมาบรรจบกัน
ฉะนั้น แหล่งที่มาของทฤษฎีไร้ระเบียบมาจากทุกสาขาวิชา ในสภาพ Chaos, สภาพสับสนอลหม่าน, สภาพไร้ระเบียบ คือไร้เสถียรภาพ (unstable) มี ความอ่อนไหวสูงยิ่ง หรือมีความเปราะบาง เมื่อมีการกระทบเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่เป็นเส้น ตรง แต่เป็นทางที่คดเคี้ยว กวัดแกว่ง และบางครั้งก้าวกระโดด เกิดตรงจุดนั้นบ้าง จุดนี้บ้าง… ทำให้ยากที่จะทำนาย ผลลัพธ์ได้ เพราะมีสิ่งอื่น ๆ ที่มาเป็นองค์ประกอบหลาย ๆ ประการ ที่ส่งผลต่อระบบใหญ่ ซึ่งแนวความคิดอันนี้ก็ไปกระทบกับแนวความคิดดั้งเดิม ที่คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องแน่นอน (1+1=2) ทำให้ทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีกระแสใหม่
ซึ่งในตอนหนึ่งของการอธิบายทฤษฎีไร้ระเบียบได้พูดถึงผลกระทบของ Butterfly Effect ซึ่งศาสตราจารย์ เอ็ดเวิร์ด เลอลอง นักวิทยาศาสตร์คนแรกที่ได้รับเครดิตในเรื่องทฤษฎีเคอ็อส จากผลการทดลองตั้งแต่ปี พ.ศ.2506 และในปี พ.ศ.2515 เขาได้พูดในสมาคม Advancement of Science ของอเมริกา ที่ Washington, D.C โดย ใช้หัวข้อว่า การกระพือปีกของผีเสื้อในประเทศบราซิลก่อให้เกิดพายุทอนาโดในรัฐเท็กซัสได้ หรือไม่
นับตั้งแต่นั้นมาคำว่า ปรากฏการณ์ผีเสื้อ (Butterfly Effect) ก็เริ่มแพร่หลายและนำไปใช้อย่างกว้างขวาง
ดังนั้นคำว่า ปรากฏการณ์ผีเสื้อ ( Butterfly Effect ) จึงมี 2 ความหมายใหญ่ๆ คือ
1. สำหรับนักวิชาการ จะหมายถึงสมการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ของศาสตราจารย์ เอ็ดเวิร์ด เลอลอง ที่แสดงผลเป็นกราฟรูปผีเสื้อ (ที่มา : wikipedia.com) The butterfly effect in the Lorenz attractor time
2. สำหรับ บุคคลทั่วไป เป็นการสื่อความหมายว่า เรื่องเล็กๆ เช่นการที่ผีเสื้อกระพือปีกสามารถก่อให้ เกิดเรื่องใหญ่ๆที่ไม่คาดคิดในระยะทางไกลๆได้ (เข้าทำนอง “เด็ดดอกไม้กระเทือนถึงดวงดาว”) เขา อธิบายไว้ว่า ในด้านทฤษฎีอุตุนิยมวิทยา ผีเสื้อตัวหนึ่งกระพือปีกที่ฮ่องกง สามารถที่จะทำให้ดินฟ้า อากาศที่แคลิฟอร์เนียเปลี่ยนแปลงได้เมื่อ 1 เดือนให้หลัง นี่คือกระบวนการที่เรียกว่า Butterfly Effect (หนังสือที่ศาสตราจารย์เลอลองเขียนได้พูดถึงศาสตราจารย์เลอลองเคยได้รับเชิญให้นำเสนอ Lecture ทางวิชาการ 3 ชุด ที่ University of Washington (Seattle) ภายใต้การสนับสนุนของคหบดีที่อุดหนุนด้านการศึกษามนุษยชาติ (Jessy Dance)
ในการนำเสนอศาสตราจารย์ซึ่งเป็นนักอุตุนิยมวิทยามากว่า 30 ปี ได้เฝ้าวิจัยแนวความคิดด้านอุตุนิยมวิทยา ท่านบอกว่าท่านค้นพบโดยบังเอิญ จากกระบวนการที่ท่านนั่งเฝ้าตัวเลขที่ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนไปเป็น .0000001 ของ ทศนิยม ท่านนั่งเฝ้าเข็มรายงานความเคลื่อนไหวของอากาศ ทุกครั้งที่เกิดการสั่งสะเทือนของระบบการรับข่าวสารเกี่ยวกับสภาวะอากาศ และเฝ้าสังเกตดูจุดทศนิยมที่เปลี่ยนแปลงไปแต่ละจุด ๆ เมื่อเกิดความคลาดเคลื่อนไปแล้วจะทำให้เกิดรูปร่างที่เสมือนกับโครงสร้างของ ผีเสื้อ
ท่านพบว่า .0000001 ที่คลาดเคลื่อนไปก่อให้ เกิดความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมหาศาล การเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลในภาวะแวดล้อมของอุตุนิยมวิทยาไม่ใช่เกิดขึ้นจาก สาเหตุใหญ่ ๆ หากแต่เกิดขึ้นจากสัญญาณเล็ก ๆ เป็นจุด ๆ
ท่านจึงอธิบายว่าถ้ามันเป็นเช่นนี้จริงก็หมายความว่า แม้กระทั่งผีเสื้อตัวเล็ก ๆ กระพือปีกเบา ๆ อยู่ที่ซึกโลกหนึ่งก็ส่งผลต่อระบบนิเวศวิทยาของอีกซีกโลกหนึ่งก็อาจจะเป็น ได้ ภาพ Butterfly Effect ทำให้เกิดกระแสความแตกตื่นขึ้นในกลุ่ม IT และกลุ่มนักวิทยาศาสตร์โลก ก็มีการพูดถึงเรื่องนี้ ท่านอธิบายว่า Chaos จะเกิดผลกระทบต่อโลกอย่างไร? จะเกิด Global Effect อย่างไรต่อไป ?
ตัวอย่าง เช่นปรากฏการณ์เอลนินโญ่ เกิดจากการที่กระแสน้ำอุ่นเปลี่ยนทิศทาง จากที่เคยไหลเรียบฝั่งแอฟริกาอยู่ดี ๆก็ข้ามฝากมาอเมริกาใต้สู่มหาสมุทรแปซิฟิก ผลส่วนหนึ่งคือทำให้เกิดไฟไหม้ป่าที่เกาะสุมาตรา จากป่าที่เป็นเคยสมบูรณ์ที่สุดในแถบเอเชีย ซึ่งการที่กระแสน้ำอุ่นเปลี่ยนทิศทางนั้นเป็นผลมาจากการสะสมความเปลี่ยนแปลง ทีละเล็ก ละน้อย แต่ความเป็นจริงมีสัญญาณเตือนภัยที่ส่อเค้ามาก่อนแล้ว เช่น หิมะละลาย แผ่นดินถล่ม แต่ก็ไม่มีคนสนใจ
การเกิดโรคซาร์ในประเทศจีน ทำให้เกิดการล้มตายอย่างเฉียบพลัน การเกิดไข้หวัดนกที่อาจมีสัญญานบอกเหตุเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และการก้าวข้ามสายพันธ์ของไวรัสที่อาจจะไม่ใช่เป็นไปตามลำดับขั้นตามทฤษฎี ที่เคยเป็น แต่อาจมีการข้าม กระโดด เปลี่ยนแปลงอย่างชนิดตามไม่ทันก็ได้
ซึ่งปรากฎการณ์แบบ Butterfly effect แค่หิมะจากแอนตาร์กติกลอยออกมาเป็นก้อน ๆ ปลารูปร่างหน้าตาประหลาดมาเกยตื้นที่หากสะหมิหรา ก็สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลต่อโลกมนุษย์แล้ว
การก่อให้เกิดภาวะ Chaos หรือความซับซ้อนของตัวเอง ในสิ่งนั้น ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้ เมื่อมีปัจจัยที่ซับซ้อนเข้ามากระทบกระเทือนต่อความซับซ้อน ในระบบที่ซับซ้อนของตนเอง
เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดความคลาดเคลื่อนแม้แต่ .0000001% ความ คลาดเคลื่อนนี้เมื่อมันก่อตัวขึ้นมาแล้ว จะเกิดความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมาก เมื่อเกิดภาวะที่เป็นไปอย่างไร้ระเบียบ ก็จะเกิดพลวัตรในระดับการโต้ตอบ, สะท้อนกลับขึ้นมา เป็นภาวะที่แตกแยก, เริ่มแยกออกไปอย่างไร้ทิศทาง จะมีสองมุมประกอบกัน มุมหนึ่งคือ มุมของการโต้ตอบ เรียกว่า Feedback กับอีกมุมหนึ่งคือการเกิดซ้ำหรือ reiteration ซึ่ง อาจมีผลกระทบทางลบหรือบวกก็ได้ อาจก่อให้เกิดสภาพเร่งเร้า ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ซึ่งความเร่งเร้าที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ในระดับที่สามารถจะควบคุมได้ และสภาวะแห่งความไร้ระเบียบนี้ ไม่ใช่เป็นความอลหม่าน จะซุกซ่อนความเป็นระบบอยู่ในความไร้ระเบียบของตัวมันเอง และส่งผลกระทบถึงกัน ซึ่งระบบที่แสดงความไร้ระเบียบจะมีลักษณะ คือ (สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, 2549)
1. มีคุณสมบัติแบบไม่เป็นเชิงเส้น (nonlinearly) คือผลลัพธ์ทั้งหมดของระบบ ไม่เท่ากับ ผลรวมของผลลัพธ์ที่เกิดจากส่วนย่อย ๆ รวมกัน
2. ไม่ใช่การเกิดแบบสุ่ม เหตุการณ์ทั้งหลายจึงเกิดขึ้นภายใต้กฎเกณฑ์อันแน่นอน
3. มีความไวต่อสภาวะเริ่มต้น (sensitive dependency on initial conditions) ที่เรียกว่าปรากฎการณ์แบบ butterfly effect : ซึ่งในบางครั้งการขยายความแตกต่างให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจจะขยายไปถึง เลขยกกำลัง 3 (exponential) ของเวลา
4. ไม่ สามารถทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดล่วงหน้าได้ระยะยาว เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีเหตุ(ปัจจัย)ใดที่กระทบ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เปรียบดังมีผีเสื้อหลายตัว “ไม่รู้ว่าตัวไหนจะกระพือปีก”
คนข่าวINN
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
แสดงความเห็นได้ที่นี่