อุดมการณ์สื่อไทยในการเมืองยุคเปลี่ยนผ่าน
โดย : ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รณะนันทน์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นในวงการสื่อไทยซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาพทางอุดมการณ์ของสื่อกระแสหลักภาย ใต้บริบททางสังคมและการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน เริ่มจาก เหตุการณ์อีเมลฉาวที่บ่งว่ามีการจ่ายเงินให้นักข่าวเพื่อแลกกับการนำเสนอ“ข่าวดี”เกี่ยวกับคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง การสัมภาษณ์อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตรออกทีวีสาธารณะ และกรณีเครือมติชนเลิกจ้างนักข่าวฝีมือขั้นเทพ ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์
เหตุการณ์แรก ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการสืบสวนขององค์กรวิชาชีพข่าว และยังไม่มีใครอ้างความรับผิดชอบหรือยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง แต่ถ้าเป็นเรื่องจริงก็จะเป็นความด่างพร้อยที่กู้คืนไม่ได้ของวงการสื่อ เพราะในอีเมลดังกล่าวระบุชัดว่าส่งถึงชื่ออดีตผู้บริหารคนสำคัญของพรรคไทย รักไทยคนหนึ่ง และส่งจากอดีตนักข่าวที่ผันตัวไปเป็นคนวางกลยุทธ์ด้านสื่อให้พรรคเพื่อไทย มีรายละเอียดถึงการพยายามปั่นกระแสความนิยมให้คุณยิ่งลักษณ์กับการ “เลี้ยงดูปูเสื่อ” สื่อและระบุชื่อคนในสื่อระดับอาวุโสหลายคนว่าเกี่ยวข้อง
เหตุการณ์ที่สอง เริ่มจากการที่ทีมงานจากทีวีไทย ทีวีสาธารณะบินลัดฟ้าไปสัมภาษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตรที่นครดูไบตามรีเควสต์พิเศษที่ว่า “จะให้สัมภาษณ์เฉพาะกับภิญโญ (ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา พิธีกรรายการตอบโจทย์) เท่านั้น” ในช่วงหลังเลือกตั้งหมาดๆ ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ชัยชนะถล่มทลาย มีเสียงซุบซิบผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ว่าเทปสัมภาษณ์นี้ถูกฝ่ายบริหารของ สถานีพยายามดึงไว้ไม่ให้ออกอากาศ ในที่สุดพอได้ออกอากาศหลังผ่านไปเป็นสัปดาห์ โดยมีการเพิ่มเติมบทสัมภาษณ์ของบุคคลที่อยู่อีกขั้วทางการเมืองเพื่อให้ดู สมดุลมากขึ้น ก็ยังนำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจนถึงขั้นขู่วางระเบิดสถานี จากกลุ่มคนดูที่ไม่ปลื้มคนหน้าเหลี่ยมว่าการสัมภาษณ์ดังกล่าวมีลักษณะ “อวย” ให้อดีตผู้นำทางการเมืองคนนี้มาฟอกตัวเองด้วยวาทกรรม “ปรองดอง แก้ไข ไม่แก้แค้น” ตามแนวทางของพรรคเพื่อไทย และดูผิดฟอร์มของพิธีกรคือภิญโญที่มักจะดุดัน ซักฟอกผู้ถูกสัมภาษณ์เพื่อเค้นความจริง
แถมการที่บทสัมภาษณ์นี้ปรากฏในทีวีสาธารณะซึ่งมาจากเงินภาษี (ถึงจะเป็นภาษีสุรา บุหรี่ก็ตาม) ก็ถูกมองว่าไม่เหมาะสมในสายตาคนที่ไม่นิยมเสื้อแดง และมีความคาดหวังต่อทีวีสาธารณะมากกว่าทีวีช่องอื่นๆ ว่าจะมี “ความเป็นกลาง” และ “ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” มากกว่านี้ ทางทีวีไทยจึงต้องจัดประชุมถอดบทเรียนกับกรณีนี้กันยกใหญ่เพื่อหาข้อสรุปและ ทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างฝ่ายนโยบาย ฝ่ายบริหาร และฝ่ายข่าว
เหตุการณ์สุดท้าย เป็นข่าวของคนทำข่าว เมื่อเครือมติชนซึ่งถูกวางตำแหน่งเป็นสื่อคุณภาพได้เลิกจ้างนักข่าวรุ่น อาวุโสระดับบรรณาธิการที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์อย่างประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ โดยไม่มีความผิด
ประสงค์เป็นชื่อที่รู้จักกันในวงการข่าวสารบ้านเราในฐานะนักข่าวสืบสวน สอบ สวนซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่หาได้ยากมาก เคยทำข่าวที่สั่นคลอนเสถียรภาพของผู้มีอำนาจมาหลายข่าว เช่น ข่าวซุกหุ้นของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ข่าวทุจริตเครื่องราชย์ เป็นต้น
การให้ประสงค์ออกถูกมองจากหลายฝ่ายว่าเป็นเพราะประสงค์ไม่ “แดง” พอที่จะอยู่ในองค์กรข่าวอย่างมติชนที่ดูเหมือนจะเลือกข้างสีแดงชัดเจนแล้ว ใบตองแห้งคอลัมนิสต์ชื่อดังอธิบายถึงกรณีนี้ว่าเป็นการ “จัดระเบียบเชิงอุดมการณ์” ขององค์กรสื่อซึ่งเขาบอกว่าเพิ่งจะเกิดขึ้นในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สืบเนื่องจากการเลือกข้างทางอุดมการณ์ชัดเจนของสื่อ คืออุดมการณ์สีเหลืองกับสีแดง
ผู้เขียนเห็นด้วยกับใบตองแห้งในระดับหนึ่งแต่คิดว่า เรื่องของอุดมการณ์สื่อในสังคมไทยเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และอาจไม่สามารถ ตัดสินในแบบคู่ตรงข้ามเป็น เหลือง-แดง ขาว-ดำลงไปได้ชัดเจนขนาดนั้น
ทั้งนี้ก็เพราะ อุดมการณ์ (ซึ่งในที่นี้ หมายความถึง รูปแบบเฉพาะของสำนึกทางสังคมที่ถูกสร้าง ปลูกฝัง ผลิตซ้ำ และส่งต่อผ่านกระบวนการและระบบทางความหมายต่างๆ ในสังคม) ของสื่อมักเกิดขึ้นภายใต้อิทธิพลของปัจจัยสำคัญสามประการคือ โครง สร้างความเป็นเจ้าของสื่อ ที่มาของรายได้ และอุดมการณ์ที่ครอบงำของชนชั้นนำในสังคม โดยทั้งสามส่วนค่อนข้างจะผูกพันกันอยู่อย่างแนบแน่นจนแยกไม่ออก
ในกรณีแรก เห็นได้ชัดว่า หากอีเมลฉาวเป็นเรื่องจริง ก็เท่ากับว่า อุดมการณ์วิชาชีพสื่อในฐานะ “ฐานันดรที่สี่” และ “หมาเฝ้าบ้าน” ที่ดำรงคงอยู่เพื่อตรวจสอบผู้มีอำนาจในสังคมได้ถูกโค่นล้มแบบไม่เห็นตอด้วย ความต้องการทางเศรษฐกิจ หรือการเลือกที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอำนาจทางการเมืองที่เห็นชัดว่ากำลัง จะกลับมาอย่างที่มติชนสุดสัปดาห์เคยพาดหัวไว้ในฉบับหนึ่งในช่วงก่อนการเลือก ตั้งว่า “she (คุณยิ่งลักษณ์) มาแน่ๆ” พูดอีกอย่างก็คือสื่อยินยอมที่จะถูกครอบงำทางอุดมการณ์โดยชนชั้นนำที่เป็น “นักธุรกิจการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง” (ตามสำนวนของเกษียร เตชะพีระ)
ในสองกรณีหลัง การที่ทีวีไทยเป็นองค์การสาธารณะภายใต้ การกำกับดูแลของรัฐโดยถือกำเนิดจาก กฎหมายที่ออกในช่วงหลังรัฐประหาร พ.ศ.2549 ใช้คลื่นความถี่ที่ได้รับการจัดสรรให้สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) และมีรายได้จากภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบประมาณปีละไม่เกินสองพันล้านบาท ทำให้ทีวีไทยไม่สามารถจะแตกแถวทางอุดมการณ์ออกไปได้อย่างมติชน ที่เป็นบริษัทมหาชน จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดกลับเป็นสมาชิกของครอบครัวบุนปาน (รวมกันสามคนได้เกิน 40% ไปเล็กน้อย) ตามมาด้วยบริษัทจีเอ็มเอ็ม มีเดียที่ถืออยู่ 22%
หากใครพอจำได้ การเข้ามาซื้อหุ้นมติชนของจีเอ็มเอ็มในหลายปีก่อนก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ อย่างกว้างขวางว่า มีวาระทางการเมืองชัดเจนเนื่องจากเจ้าของจีเอ็มเอ็มกับผู้ นำการเมืองในขณะนั้นคือนายกทักษิณมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นถึงขนาดที่จะเป็น นอมินีถือหุ้นกิจการให้กันได้
ในกรณีของมติชน vs.ประสงค์ นอกจากฝ่ายหลังจะมีจุดยืนทางอุดมการณ์ที่ไม่ตรงกับผู้ถือหุ้นใหญ่และกุม บังเหียนนโยบายขององค์กรแล้ว ประสงค์ยังเป็นนักข่าวพันธุ์ใหม่ที่สามารถใช้ประโยชน์จากสื่อใหม่ได้เพื่อ ดื้อแพ่งทางอุดมการณ์ เมื่อถูกห้ามเขียนลงในสื่อทั้งที่เป็นสิ่งพิมพ์และออนไลน์ของมติชน เขาก็หนีไปเขียนที่ประสงค์ดอทคอม ซึ่งการดื้อแพ่งแบบนี้ทำไม่ได้ในยุคที่หมายังไม่ได้เฝ้าบ้านที่ออนไลน์ แต่ด้วยอานุภาพของสื่อใหม่ ประสงค์สามารถจะสื่อสารกับของกลุ่มเป้าหมายของเขาได้ต่อไปและในขณะเดียวกัน ก็ไม่ต้องประนีประนอมทางอุดมการณ์ด้วย
ในภาวะที่อุดมการณ์ของสื่อกำลังถูกทดสอบด้วยความพยายามควบคุมทางสังคมของ อำนาจทางการเมืองซึ่งแบ่งเป็นสองขั้วความคิดชัดเจน อาจจะเป็นนิมิตหมายอันดีสำหรับผู้บริโภคและภาคประชาชนที่จะมาเริ่มตรวจสอบ สื่ออย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องที่มาของรายได้ มีคนในวงการสื่อบางคนตั้งข้อสังเกตว่าการเลิกจ้างประสงค์และชดใช้ด้วย บำเหน็จจำนวนหนึ่งนั้นอาจเป็นราคาจิ๊บจ๊อย (small price to pay) เมื่อเทียบกับงบโฆษณาที่มติชนพึงได้จากรัฐบาลใหม่
ในเมื่อมีข้อกำหนดให้นักการเมืองต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินก่อนรับตำแหน่ง อาจไม่ใช่เรื่องเกินไปนัก ถ้าจะขอให้องค์กรสื่อที่ได้รับการจัดสรรงบโฆษณาจากภาครัฐหรือองค์กรเอกชน เกินจำนวนเท่าใดๆ (เช่น สิบล้านขึ้นไป) ต้องเปิดเผยให้ประชาชนผู้เปิดรับสื่อทราบ ในฐานะฐานันดรที่สี่และสถาบันหลักหนึ่งของสังคม
สื่อก็ไม่ควรจะอยู่เหนือการตรวจสอบและควรสร้างความโปร่งใสให้เห็นเสมอกับ สถาบันอื่นๆ ในสังคม
(จาก กรุงเทพธุรกิจ 16สิงหาคม 2554)
คนข่าวINN
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
แสดงความเห็นได้ที่นี่