การเดินทางจนกว่าการค้นพบ..ณ ที่นี่ ที่ที่ยังคงเหลือลมหายใจอันครุกรุ่นด้วย..อุดมการณ์"คนข่าว"..
ข่าวสั้นจากINN
วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555
2รุ่นใหญ่จี้จริยธรรม"สรยุทธ์"
วันศุกร์ที่ 28 กันยายน 2012 เวลา 11:18 น.
'2ผู้อาวุโสสื่อ'ตีแสกหน้า! ถามจริยธรรม'สรยุทธ' จรรยาบรรณสูงกว่าก.ม. 'ผิดสำเร็จ-รู้แก่ใจโกง'
"สรยุทธ สุทัศนะจินดา" กรรมกรข่าวในวันนี้ ที่ไม่ได้เป็นกรรมกรข่าวอีกต่อไป กำลังเป็นที่จับตามองของสังคม ในฐานะกรรมการบ.ไร่ส้ม หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดบ.ไร่ส้มและตัวนายสรยุทธ มีความผิดในฐานะ“ผู้สนับสนุน” ทำให้ อสมท.ได้รับความเสียหายจากค่าโฆษณา 138,790,000 บาท
งานเข้าแบบเต็มๆ!!! แม้เรื่องนี้จะผ่านมาแล้วหลายปี แต่อย่างว่า "กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตามสนอง" ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า
"เสี่ยยุทธ" เป็นที่จับตามอง...นอกจากบุคคลทั่วไปที่รู้จักกันดีในฐานะนักเล่าข่าวที่ประสบความสำเร็จ ยังเป็นที่จับตามองของ "เพื่อนพ้องน้องพี่ในแวดวงสื่อสารมวลชน" ด้วยเช่นกัน จับตามองเพื่อ
วัดถึงมาตรฐานด้านจริยธรรม ภายใต้จรรยาบรรณสื่อที่ต้องมีในการปฏิบัติหน้าที่ กับคำถามที่ตามมามากมายถึงความรับผิดชอบในวิชาชีพสื่อ ที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม กับการกระทำที่ถือได้ว่าเป็น
การยอมรับกลายๆว่า"โกงเงิน"อสมท.จริง
...ด้วยหัวโขนการเป็นนักเล่าข่าว ที่ต้องนำเสนอข้อเท็จจริงสู่สาธารณชน ความรับผิดชอบต่อสังคมจึงหลีกหนีไม่ได้ในฐานะสื่อ หนีไม่พ้นที่จะต้องแสดงสปิริตหากเกิดเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อภาพ
ลักษณ์การทำหน้าที่ เพราะสื่อถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งยวดในการชี้นำสังคม
ดังนั้น ภาพลักษณ์ตัวบุคคลที่ทำหน้าที่รับใช้คนหมู่มากที่เป็นประชาชนทั้งประเทศ จึงต้องไร้มลทินต่อภาพความน่าเชื่อถือ
"ไทยอินไซเดอร์"สัปดาห์นี้ ขอนำไปสนทนากับ "2 ปรมาจารย์" ที่คลุกคลีกับงานด้านสื่อมวลชนมาอย่างโชกโชน เนื้อการสัมภาษณ์ในครั้งนี้จึงค่อนข้างดุเด็ด เผ็ดมันตามสไตล์คนทำข่าว กับเสียง
เรียกร้องถามหาจริยธรรม จรรยาบรรณของคนที่ได้ชื่อว่าเป็น "สื่อมวลชน"
บทสัมภาษณ์สัปดาห์นี้จึงไม่น่าพลาด!!!
นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตส.ว.กทม. ผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์
Q : นายสรยุทธควรแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อดำรงไว้ซึ่งจรรยาบรรณของสื่อมวลชนด้วยการยุติการจัดรายการตามกระแสสังคมเรียกร้องหรือไม่?
A : ประเด็นคือ คุณสรยุทธต้องรู้แก่ใจว่าตัวเองไปยักยอกเงินของอสมท.ใช่หรือไม่ ประการที่ 2 คุณสรยุทธ์ต้องรู้อยู่แก่ใจว่าถ้ายักยอกจริง เขาควรจะมีความผิดแม้จะส่งคืนเงินแล้วหรือไม่ ประการที่ 3
การที่เขาส่งเงินเขาบอกว่าเขาได้จ่ายเงินคืนกับอสมท.แล้ว สะท้อนว่าเขาก็ได้ยอมรับผิดกลายๆแล้วใช่หรือไม่ คือถ้าใช่ ผมว่าเขาควรต้องพิจารณาตัวด้วยว่า คนที่เคยกระทำความผิดระดับนี้ไม่ได้
โดยประมาทเลินเล่อ แต่ว่าเป็นเรื่องการยักยอกทรัพย์ของสถานีหรือผู้ร่วมงาน มันต้องถือว่าเป็นผู้ร่วมงานกันระหว่างอสมท.กับบริษัท ไร่ส้ม ที่คุณสรยุทธเป็นกรรมการบริหาร ก็ย่อมจะต้องรู้อยู่แก่
ใจว่าตัวเองควรจะต้องแสดงสปิริตแห่งความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน
"ตอนนี้คนเขารู้สึกคลางแคลงใจว่า ตอนนั้นยังสามารถที่จะโกหกหรือหลอกคู่สัญญาหรือคนที่ร่วมงานได้ แล้วเรื่องข่าวสารสิ่งที่ทำ มันจะน่าเชื่อถือว่าเขาจะพูดความจริงมากน้อยแค่ไหน คนก็จะตั้ง
ข้อสังเกตุ เพราะฉะนั้นมันไม่ดีทุกฝ่าย มันไม่ดีกับช่อง 3 ด้วย ผมว่าถ้าคุณสรยุทธนึกถึงผู้ร่วมงานในช่อง 3 ที่เป็นสถานีใหม่ แม้ไม่ใช่ช่อง 9 อสมท. ก็น่าจะนึกถึงคนอื่น แล้วก็นึกโอกาสที่ประชาชน
จะได้ฟัง หรือได้ฟังความคิดจากคนที่น่าเชื่อถือ ถ้าคุณสรยุทธไม่นึกถึงตัวเองมากเกินไป ผมว่าก็น่าจะหยุด"
Q : กระทบกับการเป็นนักเล่าข่าวโดยตรงใช่หรือไม่?
A : ถ้าในสายตาของผม ผมว่าไม่กระทบ เพราะว่าผมไม่เคยเชื่อคุณสรยุทธมานานแล้ว ในสายตาผม...ผมไม่กระทบ แต่ในสายตาของคนที่เขาเชื่อคุณสรยุทธมี ก็คงจะกระทบบ้าง แต่การที่คุณสรยุทธ
ออกมาใช้เวลาทีวีในรายการของตัวเอง 6 นาทีเศษ ที่จะออกมาให้ความเห็นด้านเดียว ด้านของตัวเอง ผมว่ามันยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า คุณสรยุทธไม่ได้ยึดจรรยาบรรณของการทำงานเท่าที่ควร ใช้เวลา
ของตัวเองมาตอบโต้ ชี้แจง แล้วการชี้แจงของคุณสรยุทธก็เป็นการชี้แจงเอา 2-3 เรื่องมาผสมกันทำให้คนสับสน เช่นบอกว่าตัวเองได้จ่ายเงินคืนไปแล้ว แต่ไม่บอกว่าจ่ายเงินไม่หมด เพราะว่ายังจะ
พยายามไปหักค่านายหน้าของในส่วนที่ตัวเองต้องจ่ายเงินให้กับเขา ตกลงส่วนที่ยักยอกมา ยังจะขอเก็บค่านายหน้าไว้อีก และขณะเดียวกันก็ไปสับสนอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องที่คุณสรยุทธบอกว่า จะเรียก
เก็บเงินในส่วนที่อสมท.จะต้องจ่ายเขา
"มันเลยทำให้คนเข้าใจกันไป 2 เรื่อง กลายเป็นว่าใครเก็บเงินใคร ใครได้ใครเสีย ใครยักยอกใคร ใครโกงใคร ประชาชนที่ไม่ได้ตามรายละเอียดก็จะสับสนไปหมดเมื่อฟังคุณสรยุทธ และใช้สื่ออยู่คน
เดียว แต่ว่าไม่ได้ให้ป.ป.ช.มีโอกาส ถ้าสังเกตุดูวันนั้นคุณสรยุทธพูด 6 นาที คุณสรยุทธมีภาพของคุณกล้านรงค์ จันทิก ในฐานะโฆษกป.ป.ช.พูด แต่เห็นภาพที่เป็นปากพะงาบๆ ประกอบสิ่งที่
สรยุทธพยายามชี้แจงและแก้ตัว ซึ่งอันนี้อาจจะไม่เป็นธรรม อาจจะไม่เป็นธรรมกับผู้ฟัง ไม่ใช่ไม่เป็นธรรมกับป.ป.ช. เพราะเขาไม่ได้แคร์อะไร เขาทำหน้าที่ของเขาไป"
Q : บทลงโทษกับเอกชนในเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร?
A : ป.ป.ช.เขามีหน้าที่ตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ เขาไม่มีหน้าที่ตรวจสอบสรยุทธ แต่บังเอิญสรยุทธไปร่วมมือกันกระทำความผิด เพราะฉะนั้นมันเป็นคดีเดียวกันที่ป.ป.ช.จะสั่งฟ้อง
เพราะฉะนั้นก็จะส่งให้อัยการเพื่อที่จะฟ้องศาล มันคงเป็นศาลชั้นต้นธรรมดา เพราะว่าเจ้าหน้าที่อสมท.ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ก็อยู่ในระดับซี 5 ซี 6 คงไม่ต้องไปถึงศาลฎีกาแผนก
คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ป.ป.ช.ไปตรวจสอบสรยุทธ เพราะว่าเป็นการร่วมกันกระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งปกติป.ป.ช.จะไม่ยุ่งกับเอกชน ยักยอกเอกชนด้วยกัน ป.ป.ช.
เขาคงไม่ยุ่งด้วย
Q : มาตรการทางสังคมขณะนี้ด้วยเกินไปหรือไม่?
A : สังคมไทยอาจจะมีความรู้สึกว่าเรื่องโกง ใครๆเขาก็โกง เพราะฉะนั้นถ้าสรยุทธจะยักยอกบ้าง แล้วเขาก็บอกว่าเขากำลังต่อสู้ในศาล คนไทยก็คงไม่ค่อยอยากจะไปกดดันอะไร เพราะคนไทยอาจจะไม่ได้ไปให้น้ำหนักกับเรื่องของจรรยาบรรณวิชาชีพ คือจรรยาบรรณ จริยธรรม คุณธรรมของวิชาชีพ เราต้องเข้าใจว่ามันต้องมีระดับที่แตกต่างกัน คนที่ประกอบอาชีพอะไรที่ไม่ซับซ้อน จริยธรรม คุณธรรม จรรยาบรรณอาจจะต่ำได้ เช่นคนขายก๋วยเตี๋ยว ขายข้าวแกง คนกินเขารู้ว่ามันไม่ดี คุณเอาของบูดมาให้ เอาของไม่อร่อยมาให้ วันหลังเขาก็ไม่กิน อย่างนี้จรรยาบรรณอาจจะไม่ต้องสูง
"แต่คนที่ทำอะไรสลับซับซ้อน เช่นคนทำข่าว หรือวิเคราะห์ข่าว หรือเป็นแพทย์ที่ซับซ้อน คุณพูดอะไรคนไข้ก็จะเชื่อ บอกจำเป็นต้องผ่าตัดมันก็ต้องผ่าตัด ผ่าไปแล้วผิดก็ไปอ้างว่าพอดีไปเจอตรง
นั้นมันเน่า ก็เลยต้องตัดทิ้ง คนไข้ก็เชื่อ หรือทนายความซึ่งมันเป็นเรื่องข้อกฎหมายที่สลับซับซ้อน ของแบบนี้ยิ่งสลับซับซ้อน ยิ่งคนทั่วไปเข้าไม่ถึง ก็จะต้องมีจรรยาบรรณ มีจริยธรรมสูง เพราะ
ฉะนั้นคนทำสื่อจำเป็นที่จะต้องมีจรรยาบรรณและจริยธรรม อันนี้ก็อยู่ที่ว่าคุณสรยุทธจะคิดว่าจะยอมเสียสละเงินทองหรือโอกาสที่ตนเองจะต้องเพิ่มเติมในช่วงนี้กับการหยุดทำรายการ อันนั้นก็แล้ว
แต่ ก็จะต้องนั่งคิดด้วยว่าจะเป็นบรรทัดฐานที่ดี เพราะคุณสรยุทธก็มีแฟนรายการเยอะ ถ้าทำซะก็จะทำให้คนอื่นได้ไปอ้างอิงต่อไปในอนาคตได้ว่า เออ...มีคนที่เขารักษาจรรยาบรรณ ขณะเดียวกันก็
จะได้ช่วยกันรักษาช่อง 3 ให้คนเขามีความรู้สึกที่ดีกับช่อง 3 ด้วย เพราะว่าคุณสรยุทธกำลังทำงานกับช่อง3อยู่"
Q : ถึงขนาดที่ต้องไปกดดันช่อง3 หรือสปอนเซอร์รายการหรือไม่?
A : อันนั้นก็เป็นเรื่อง...สปอนเซอร์อาจต้องคิดเอาเองมั้ง ผมเองก็เบื่อที่จะต้องออกมาเคลื่อนไหวกดดัน แต่ว่าสปอนเซอร์เองจะต้องคิดเองด้วยว่าถ้าสปอนเซอร์สนับสนุน ก็จะเท่ากับว่าสินค้านี้กำลัง
สนับสนุนรายการที่มีปัญหาด้านจรรยาบรรณจริยธรรมหรือเปล่า อันนั้นสปอนเซอร์ก็คิดเอง ไม่รู้จะพูดแทนได้ยังไง
Q : องค์กรสื่อไม่สามารถทำอะไรได้เลยหรือ?
A : องค์กรสื่อเป็นองค์กรหลวมๆนะ แล้วก็เมื่อเกิดเหตุกรรมการในองค์กรสื่อก็คงไม่ค่อยอยากจะเอา...แกว่งเท้าไปหาเสี้ยน หรือเอามือไปซุกหีบ ก็จะพูดๆอะไรไปในทำนองปรามๆ ไม่ได้เอาจริงเอา
จังอะไร ผมดูแล้วก็เป็นในลักษณะอย่างนั้น มันอยู่ที่เจ้าตัว...สำคัญ
"แต่ในยุคนี้ผมไม่ได้ว่าใครคนใดคนหนึ่ง ในยุคนี้หน้าคนมันด้านเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการประจำ ไม่ว่าจะเป็นสื่อ คนดูสิเขายังไปกับประธานสภาฯ เอาเงินของประชาชนไป
ได้อย่างหน้าตาเฉย มันก็...ผมว่ายุคนี้ไม่ได้พูดถึงตัวคนนะ โดยภาพรวมผมว่าเป็นยุคที่ไม่ค่อยมียางอาย มันก็มีปัญหา ผมว่ามันเริ่มตั้งแต่หัวแถว พอเรามีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ค่อยจะอายมาเป็นหุ่นเชิด
มาเป็นนกแก้ว สื่อมวลชนบอกว่านายกฯนกแก้วก็ยังไม่ค่อยอาย ผมก็ไม่รู้จะพูดยังไง เป็นผมผมอายจนซุกแผ่นดินแล้ว เราเป็นนายกฯแต่คนบอกว่าเราเป็นนกแก้วนกขุนทอง ผมคงอยู่ไม่ได้ แต่ว่าหัว
แถวเป็นอย่างนี้ ทุกคนดื้อด้านหมด รองนายกฯก็บอกว่าที่เคยพูดไว้เป็นแต่เพียงเทคนิคการหาเสียง ที่เคยสัญญาไว้ไม่จำเป็นต้องทำ เป็นเทคนิคการหาเสียง รองนายกฯอีกคนถูกป.ป.ช.ชี้มูลผิดวินัย
ร้ายแรง ก็ไม่เป็นไร ยังดิ้นๆดื้อๆอยู่ มันก็หมด คุณจะไปเอาเรื่องอะไรกับคนในระดับต่อๆไป รวมทั้งสื่อมันก็อยู่ในยุคตกต่ำ ก็อยู่ในยุคจริยธรรมต่ำสุดแล้วมั้งครับ ต่อไปมันจะเป็นอย่างไรก็คงต้องดูกันต่อไป"
นางยุวดี ธัญญสิริ "เจ๊ยุ" ผู้สื่อข่าวอาวุโส นสพ.บางกอกโพสต์
Q : กรณีนี้นายสรยุทธควรแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อดำรงไว้ซึ่งจรรยาบรรณของสื่อมวลชนหรือไม่?
A : เราเป็นสื่อเองเราควรจะรู้ว่ากฎกติกามันเป็นอย่างไร เราไปทำข่าวใครต่อใครเรื่องโน้นเรื่องนี้สารพัดก็เหมือนขี้ผงเข้าตาตัวเองแล้วเขี่ยไม่ออก คือเรื่องของจริยธรรม ทุกคนบอกเป็นเรื่องสำคัญ แต่
ปัญหาว่าเราได้มีการปฏิบัติกันหรือเปล่า พอเวลามีปัญหาหรือเรื่องราวอะไรเกิดขึ้น ถ้าดูกันโดยตามข้อเท็จจริง ปัญหาที่เกิดขึ้นความผิดมันสำเร็จแล้วถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องทางแพ่ง มีการชดใช้ค่า
เสียหายอะไรกันได้ก็ตาม แต่ว่าเรื่องมันยังไม่จบ เพราะฉะนั้นทางออกที่ดีถ้าใครที่สามารถที่จะทำเป็นตัวอย่างได้ ว่าหนทางที่ถูกต้องมันควรจะเป็นอย่างไร เราก็เชื่อว่าสังคมหรือว่าเพื่อนร่วมอาชีพ
เขาก็ควรจะปรบมือให้ เพราะว่าทุกคนต้องมีความรับผิดชอบต่อวิชาชีพของเรา ส่วนใครจะบอกว่ามีเหตุผลแล้ว นั่นมันเป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่ว่าสิ่งที่สังคมโดยรวมเห็น...อยากจะเห็นความกล้าหาญ
ของทุกคน ทำผิดก็กล้ารับผิด สังคมจะได้สว่างไสวขึ้น
Q : กรณีนี้ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้วใช่หรือไม่?
A : ก็มันสำเร็จหมดแล้ว ไม่อย่างนั้นป.ป.ช.เขาจะมาชี้ทำไม เรื่องแง่กฎหมายเราก็ไม่อยากจะไปมองลึกซึ้ง พูดในแง่ความรับผิดชอบ กฎหมายเขาก็ไปว่ากัน ส่วนสิ่งที่ควรจะแสดง มันก็ควรจะแสดง
ในแนวทางไหนที่มันถูกต้องชอบธรรม เพราะอย่างอื่นไม่อยากจะไปวิพากษ์วิจารณ์อะไรเขามากมันเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล
Q : ในฐานะที่เป็นสื่อมวลชนและเป็นคนที่รายงานข่าว บอกเล่าเรื่องราวต่างๆให้กับสังคม จะกระทบกับการทำหน้าที่ดังกล่าวหรือไม่?
A : มันกระทบอยู่แล้วละ สังคมเขาก็มองอยู่แล้ว แล้วเราเป็นสื่อเองด้วย สื่อต้องมีมาตรฐานที่ดีที่ถูกต้อง ถ้าเรายังไม่โปร่งใส แล้วเราจะไปทำอะไร ใครเขาจะเชื่อถือเรา
"คือไม่อยากพูดอะไรมาก เรื่องของใคร ใครก็รับผิดชอบ แต่ว่าต้องแสดงให้สังคมเห็นว่าทางออกที่ถูกต้องมันควรจะเป็นอย่างไร"
Q : ช่อง 3 หรือสปอนเซอร์ที่สนับสนุนรายการจะมีส่วนในการดำเนินการเรื่องนี้ได้หรือไม่ อย่างไร?
A : ช่อง 3 ก็เห็น "สำราญ" เขาบอกว่าไม่กระทบ (หมายถึงกรณีที่นายสำราญ ฉัตรโท รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายข่าวสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ต้องรอให้มีการพิสูจน์ในชั้น
ศาลต่อไป และจะไม่ส่งผลต่อการทำงานของนายสรยุทธแต่อย่างใด ซึ่งหลังจากนี้ก็จะมีขั้นตอนฟ้องร้องกันต่อไป ยังไม่จบและเชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบใดๆต่อสถานี) ในเมื่อไม่กระทบก็เป็นเรื่องของ
เขา คนอื่นจะไปให้ความเห็นอะไร ก็พูดได้คำเดียวอยู่ที่ความรับผิดชอบของแต่ละคน พูดได้แค่นั้น ไม่รู้ว่าทางสภาการหนังสือพิมพ์ อะไรต่ออะไรเขาจะว่ากันอย่างไร ก็เห็น...ฟังมาแล้วมันก็หลาก
หลาย
Q : ทางองค์กรสื่อออกมาแอคชั่นเรื่องนี้น้อยมาก?
A : นั่นนะสิ คือที่ผ่านมา พูดก็พูดนะ สภาฯเองไปแตะต้องใครเขาได้ พอไปแตะต้องเขาหน่อยเขาก็ไม่พอใจ เขาก็ถอนจากสมาชิก เราแต่ละคนมันอยู่ร่วมกันมันต้องมีสปิริต มันไม่ใช่เอาแต่ตัวเราคน
เดียวเมื่อไหร่ละ พอเดือดร้อนคุณมาร่วมมือกับเรา เวลาคุณทำอะไรที่อาจจะกระทบให้ส่วนใหญ่เขาเสียหาย คุณก็ต้องหาทางแก้ไขให้มันถูกต้อง ให้คนเขามองเราในทางที่ดี
Q : องค์กรสื่อไม่มีอำนาจเลยทำให้ไม่สามารถควบคุมได้ใช่หรือไม่?
A : มันอยู่ที่จริยธรรมไง จริยธรรมมันเหนือกว่ากฎหมาย กฎหมายอาจจะเป็นระเบียบข้อบังคับ กติกา แต่จริยธรรมมันสูงส่งกว่ากฎหมาย เป็นความรับผิดชอบ
"ไม่อยากจะไปทะเลาะอะไรกับเขาหรอก เรื่องพรรค์อย่างนี้มันก็รู้กันอยู่แล้ว ใครเป็นผู้ใหญ่กันทั้งนั้น อะไรมันเหมาะสมไม่เหมาะสม"
Q : ที่เจ๊ยุพูดน่าจะเป็นการชี้แนะแนวทางมากกว่าการทะเลาะ?
A : ใช่ๆ มันต้องทำให้สังคมเขาเห็นในความโปร่งใส เพราะสื่อพูดไปแล้วก็เป็นคนชี้นำสังคมเหมือนกัน อะไรต่ออะไรมันต้องมีความชัดเจน ก็คงรอขั้นตอนกฎหมายต่อไปว่ามันจะชัดเจนแค่ไหน
ตอนนี้อาจจะยังไม่ชัด
คนข่าวINN
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
แสดงความเห็นได้ที่นี่