เพื่อเป็นประโยชน์กับ"คนข่าว"รุ่นใหม่..ลองไปดู วิธีการทำข่าว แบบ"วาสนา นาน่วม"..คนข่าวสายทหาร ที่ได้รับการยอมรับจาก"แหล่งข่าว"ว่าเป็น"คนข่าวคุณภาพ"ระดับแถวหน้าของประเทศไทย..โดย"วาสนา"หรือ"พี่เล็ก"เปิดใจไว้กับนิตยสาร"อักษรสาร"..ฝากเคล็ดลับ ๕ ข้อ ถึง"นักศึกษา"ที่จบใหม่และอยากเป็นนักข่าวคุณภาพ....ดังนี้
๑.ต้องใจกล้า หน้าด้าน ไม่ต้องกลัว ..."นักข่าวถ้าไม่กล้าในการที่จะขุดคุ้ย ในการที่จะตรวจสอบ กลัวแหล่งข่าวโกรธ กลัวคนนั้นเกลียดมันไม่ได้.."
๒.ต้องยอมรับสภาพความเครียด "คือการเป็นนักข่าวเหมือนว่าคุณต้องเข้าไปเป็นนายกรัฐมนตรีเหมือนรัฐมนตรีในคณะร่วมรัฐบาล..เหมือนคุณต้องเข้าไปรับรู้ปัญหาของชาติบ้านเมือง เหมือนเราต้องรับผิดชอบปัญหา..คือพี่เวลางานการเมือง หรือแม้แต่การอยู่ภาคใต้ พอมันเกิดสถานการณ์อะไรขึ้นเราก็จะปวดหัวแล้ว เราเครียดว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้ ทำไมต้องมีเรื่องนี้ มันจะแก้อย่างไร คือมันเหมือนงานเรามันเกี่ยวข้องกับชาติบ้านเมือง คุณจะต้องมีส่วนรับผิด
ชอบทางการเมืองไปด้วย...ถามว่าเราเป็นนักข่าว เราคงไม่สามารถไปแก้ไขอะไรมากมายได้ นอกจากการถ่ายทอดข้อมูลแท้จริงให้ประชาชน ด้วยความที่ว่าเราใกล้ชิดข้อมูล ใกล้ชิดสถานการณ์มันจะทำให้เราเครียดไปในตัว คล้ายกับว่าคุณต้องยอมรับความเครียด ความรับผิดชอบ คล้ายๆ ว่ามีอะไรบนบ่า มันหนักอึ้ง คือเราเป็นสื่อมวลชน มันเหมือนกับว่าเรื่องของชาติบ้านเมืองต้องดูแลด้วยไง.."
๓.ต้องเป็นนักข่าวแบบเจาะแจ๊ะ..."...คือเป็นนักข่าวมันต้องซอกแซก อย่างพี่นี้ไม่ใช่แค่ทำข่าวหน้าบ้าน แต่ว่าหลงบ้านก็ต้องรู้ หลังบ้านคนนี้เป็นอย่างไร ต้องเจาะให้ถึงไง พี่จะป็นคนที่บอกน้องนักข่าวในสายทหารเสมอว่า เราทำข่าวแค่หน้าบ้านไม่ได้หรอก คุณต้องไปดูว่า หลังบ้านเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับหน้าบ้านไหม ไม่ใช่แบบทื่อๆ ทำข่าวแบบกำปั้นทุบดินไปวันนี้ นี้มันไม่ใช่ ต้องได้ข้อมูล บางทีข้อมูลเล็กๆ คนอาจจะมองข้าม แต่ข้อมูลนี้มันอาจเป็นจิ๊กซอร์ไปต่อ
อย่างเช่นเมียคนนี้สนิทกับคนนั้น อ๋อคนนี้ถึงได้ตำแหน่งอย่างนี้ก็มีนิดหน่อย..."
๔.ต้องตัดเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องครอบครัวก็ตัดเลย.."ส่วนใหญ่นักข่าวไม่ค่อยมีครอบครัวหรอก เพราะเวลาไปนี่ไปอยู่ใต้เป็นเดือน มันก็ต้องทุ่มเท คือการเป็น"นักข่าว"มันก็ต้องทุ่มเทให้ความเป็น"นักข่าว" คือเป็น"นักข่าว"คือเป็นตลอด ๒๔ ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด ไม่ใช่ว่าอย่างคนทำงานออฟฟิศ ตอกบัตรเช้า ตอกบัตรเย็น เย็นก็ไปเฮฮา แต่นักข่าวมันเป็นเรื่องตั้งแต่คุณนอนหลับ บางทีนอนหลับก็ยังฝัน บิ๊กจิ๋ว พล.อ.อนุพงษ์ นายก อะไรอย่างนี้ มันคือเหมือนกับว่าเอา
เรื่องพวกนี้มาอยู่ในหัวมากๆไง มันเป้นเรื่องที่อยู่ในชีวิตประจำวันไปเลย"
"...ฉะนั้น"นักข่าว"เนี่ย บางทีเย็น ไม่ใช่ว่าจะไม่มีข่าว หรือว่าถ้ามีข่าวก็ต้องคอยโทรเช็คตลอด..อย่างพี่นี่อยู่ในวงทหาร บางทีพบแหล่งข่าวจนกลายเป็นญาติพี่น้อง รู้จักยันลูกยันเมีย ไปเที่ยวไปไหนน่ก็มี แต่ว่าเรื่องของจริยธรรม เรื่องของจุดยืนมันก็ต้องมี คนที่เราสนิท วันไหนเขาทำควาผิดมาก็ไม่ใช่เราไปเข้าข้าง เราก็อยู่ในกองทัพเหมือนชีวิตเราเป็นทหารไปแล้ว..."
"...คือเป็นนักข่าวมันไม่มีวันหยุด ไม่มีลาออก ไม่มีตัดสายเลือดเราออกไปได้สักวินาทีเดียว..."
๕.การวางตัว..การวางตัวของนักข่าว "จะเห็นว่านักข่าวมีหลายรูปแบบ บางคนกร่าง เบ่งใหญ่เลย ขึ้นกับหัวหรังสือพิมพ์ หรือว่าเรื่อง Power ของแต่ละคนไง.. "นักข่าว"มันก็เป็น"คนธรรมดา" ต้องวางตัวให้เหมาะสม อีกอย่างเราเป็นผู้หญิง ในวงการอย่างพี่เนี่ย สายทหารพอไปทำงานอยู่กับทหารส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ดังนั้นการวางตัวมันต้องไม่ให้มีปัญหาเรื่องชู้สาว แต่อย่างพี่มันไม่มีปัญหา โดยบุคลิก โดยหน้าตา.."
๑.ต้องใจกล้า หน้าด้าน ไม่ต้องกลัว ..."นักข่าวถ้าไม่กล้าในการที่จะขุดคุ้ย ในการที่จะตรวจสอบ กลัวแหล่งข่าวโกรธ กลัวคนนั้นเกลียดมันไม่ได้.."
๒.ต้องยอมรับสภาพความเครียด "คือการเป็นนักข่าวเหมือนว่าคุณต้องเข้าไปเป็นนายกรัฐมนตรีเหมือนรัฐมนตรีในคณะร่วมรัฐบาล..เหมือนคุณต้องเข้าไปรับรู้ปัญหาของชาติบ้านเมือง เหมือนเราต้องรับผิดชอบปัญหา..คือพี่เวลางานการเมือง หรือแม้แต่การอยู่ภาคใต้ พอมันเกิดสถานการณ์อะไรขึ้นเราก็จะปวดหัวแล้ว เราเครียดว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้ ทำไมต้องมีเรื่องนี้ มันจะแก้อย่างไร คือมันเหมือนงานเรามันเกี่ยวข้องกับชาติบ้านเมือง คุณจะต้องมีส่วนรับผิด
ชอบทางการเมืองไปด้วย...ถามว่าเราเป็นนักข่าว เราคงไม่สามารถไปแก้ไขอะไรมากมายได้ นอกจากการถ่ายทอดข้อมูลแท้จริงให้ประชาชน ด้วยความที่ว่าเราใกล้ชิดข้อมูล ใกล้ชิดสถานการณ์มันจะทำให้เราเครียดไปในตัว คล้ายกับว่าคุณต้องยอมรับความเครียด ความรับผิดชอบ คล้ายๆ ว่ามีอะไรบนบ่า มันหนักอึ้ง คือเราเป็นสื่อมวลชน มันเหมือนกับว่าเรื่องของชาติบ้านเมืองต้องดูแลด้วยไง.."
๓.ต้องเป็นนักข่าวแบบเจาะแจ๊ะ..."...คือเป็นนักข่าวมันต้องซอกแซก อย่างพี่นี้ไม่ใช่แค่ทำข่าวหน้าบ้าน แต่ว่าหลงบ้านก็ต้องรู้ หลังบ้านคนนี้เป็นอย่างไร ต้องเจาะให้ถึงไง พี่จะป็นคนที่บอกน้องนักข่าวในสายทหารเสมอว่า เราทำข่าวแค่หน้าบ้านไม่ได้หรอก คุณต้องไปดูว่า หลังบ้านเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับหน้าบ้านไหม ไม่ใช่แบบทื่อๆ ทำข่าวแบบกำปั้นทุบดินไปวันนี้ นี้มันไม่ใช่ ต้องได้ข้อมูล บางทีข้อมูลเล็กๆ คนอาจจะมองข้าม แต่ข้อมูลนี้มันอาจเป็นจิ๊กซอร์ไปต่อ
อย่างเช่นเมียคนนี้สนิทกับคนนั้น อ๋อคนนี้ถึงได้ตำแหน่งอย่างนี้ก็มีนิดหน่อย..."
๔.ต้องตัดเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องครอบครัวก็ตัดเลย.."ส่วนใหญ่นักข่าวไม่ค่อยมีครอบครัวหรอก เพราะเวลาไปนี่ไปอยู่ใต้เป็นเดือน มันก็ต้องทุ่มเท คือการเป็น"นักข่าว"มันก็ต้องทุ่มเทให้ความเป็น"นักข่าว" คือเป็น"นักข่าว"คือเป็นตลอด ๒๔ ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด ไม่ใช่ว่าอย่างคนทำงานออฟฟิศ ตอกบัตรเช้า ตอกบัตรเย็น เย็นก็ไปเฮฮา แต่นักข่าวมันเป็นเรื่องตั้งแต่คุณนอนหลับ บางทีนอนหลับก็ยังฝัน บิ๊กจิ๋ว พล.อ.อนุพงษ์ นายก อะไรอย่างนี้ มันคือเหมือนกับว่าเอา
เรื่องพวกนี้มาอยู่ในหัวมากๆไง มันเป้นเรื่องที่อยู่ในชีวิตประจำวันไปเลย"
"...ฉะนั้น"นักข่าว"เนี่ย บางทีเย็น ไม่ใช่ว่าจะไม่มีข่าว หรือว่าถ้ามีข่าวก็ต้องคอยโทรเช็คตลอด..อย่างพี่นี่อยู่ในวงทหาร บางทีพบแหล่งข่าวจนกลายเป็นญาติพี่น้อง รู้จักยันลูกยันเมีย ไปเที่ยวไปไหนน่ก็มี แต่ว่าเรื่องของจริยธรรม เรื่องของจุดยืนมันก็ต้องมี คนที่เราสนิท วันไหนเขาทำควาผิดมาก็ไม่ใช่เราไปเข้าข้าง เราก็อยู่ในกองทัพเหมือนชีวิตเราเป็นทหารไปแล้ว..."
"...คือเป็นนักข่าวมันไม่มีวันหยุด ไม่มีลาออก ไม่มีตัดสายเลือดเราออกไปได้สักวินาทีเดียว..."
๕.การวางตัว..การวางตัวของนักข่าว "จะเห็นว่านักข่าวมีหลายรูปแบบ บางคนกร่าง เบ่งใหญ่เลย ขึ้นกับหัวหรังสือพิมพ์ หรือว่าเรื่อง Power ของแต่ละคนไง.. "นักข่าว"มันก็เป็น"คนธรรมดา" ต้องวางตัวให้เหมาะสม อีกอย่างเราเป็นผู้หญิง ในวงการอย่างพี่เนี่ย สายทหารพอไปทำงานอยู่กับทหารส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ดังนั้นการวางตัวมันต้องไม่ให้มีปัญหาเรื่องชู้สาว แต่อย่างพี่มันไม่มีปัญหา โดยบุคลิก โดยหน้าตา.."
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
แสดงความเห็นได้ที่นี่