จากเด็กกำพร้า นักเลงหัวไม้ นักรบฝ่ายซ้าย ชายผู้เสเพล กระทั่งก้าวสู่ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน ต้อย-สนธิญาณ หนูแก้ว ซึ่งเปลี่ยนนามสกุลใหม่เป็น “ชื่นฤทัยในธรรม” เพื่อรำลึกถึง คุณยายชื่นที่เลี้ยงดูจนเติบใหญ่ รวมทั้งใช้เตือนสติไม่ให้พลั้งเผลอสู่หนทางบาปและนำพากิเลสมาสู่ตน
ระยะกว่า 10 ปี ที่ธรรมะได้ขัดเกลาจิตใจ จนพลิกชีวิตของเขาจากดำให้กลายเป็นขาว ความศรัทธา ในพุทธศาสนาส่งผลให้เขาก่อตั้งมูลนิธิ “ชื่นฤทัยในธรรม” รวมทั้งสร้างสถานปฏิบัติธรรมบนพื้นที่ 52 ไร่ โดยให้ ชื่อว่า “ชื่นฤทัยในธรรมสถาน” ณ จ.นครศรีธรรมราช
ปัจจุบัน คุณสนธิญาณดำรงตำแหน่งประธานและกรรมการ ผู้อำนวยการใหญ่ GREEN MULTI MEDIA GROUP เจ้าของสำนักข่าว T-NEWS และ บริษัท กรีน โพรเท็คท์ จำกัด เรียกได้ว่าขึ้นชื่อเป็นผู้ทรง อิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในแวดวง “สื่อ” เพราะที่ผ่านมาผู้ชายคนนี้ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงและสร้างสีสัน ให้กับสื่อวิทยุนับครั้งไม่ถ้วน
WhO? มีนัดกับเขา ณ บ้านริมคลอง สถานที่ซึ่งทำให้เขาระลึกถึงความทรงจำในวัยเด็กบนพื้นที่ 300 ตารางวา ภายในหมู่บ้านพุทธานี ย่านพุทธมณฑล สาย 4 ที่ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาผิดบ้าน เพราะเห็น ตัวอักษรขนาดใหญ่ “ชื่นฤทัยในธรรม” เด่นหราอยู่หน้าประตู
//บ้านริมคลอง...นิวาสสถานในฝัน
คุณต้อยเล่าให้ฟังว่า บ้านริมคลองหลังนี้เหมือนเป็นการจำลองภาพความทรงจำในวัยเด็กของเขาให้หวนกลับมาอีกครั้ง “ผมมาซื้อบ้านหลังนี้เหมือนถูกคนขายหลอก มันเจ็บปวดมาก บ้านหลังแรกที่ซื้ออยู่ย่านรามอินทรา ซึ่งก็อยู่ด้วยความสุขสบายดี แต่ความที่อยากอยู่บ้านริมน้ำ เพราะสมัย 20 ปีก่อน บ้านริมทะเลสาบ แบบปัจจุบันยังไม่ค่อยมี พอดีหมู่บ้านพุทธานีลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่น่าเชื่อถือมาก (เสียงเข้ม) พาดหัวว่า ริมคลองธรรมชาติ ราคาตารางวาละ 5,000 บาท ถนนหนทางก็ไม่ได้สะดวกแบบปัจจุบัน เรายัง ตะเกียกตะกายมาหาซื้อ เพราะอยากได้บ้านริมน้ำ
“ถามว่าถูกหลอกยังไง บ้านที่ปลูกขายสมัยน้าชาติ (พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ) โครงการขายกัน ตั้งแต่ยังอยู่ในแผ่นกระดาษ ที่ดินยังเป็นทุ่งนา จะเข้ามาดูก็ไม่ได้ เพราะกำหนดว่าปีครึ่งสร้างเสร็จ ผมก็วางแผน ขายบ้านที่รามอินทรา ปรากฏว่าขายบ้านหลังเก่าได้แล้ว แต่บ้านหลังใหม่กว่าจะสร้างเสร็จเกือบ 4 ปี ขายบ้าน ได้เลยไม่มีที่อยู่ สรุปต้องไปหาบ้านเช่าไปก่อน (หัวเราะ) ตอกย้ำให้เห็นเลยว่า เราถูกหลอกเพราะบ้านที่ว่าอยู่ริม คลองมันไม่มี
“ก็คิดเสียว่า สิ่งไหนเป็นของเรามันต้องวนมาเป็นของเรา เรามีส่วนที่จะต้องสัมพันธ์กับสรรพสิ่ง ทั้งหลายที่อยู่ ณ ตรงนี้ ในที่สุดก็ต้องมาอยู่เพื่อปฏิสัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใบหญ้า สัตว์เล็กสัตว์น้อย รวมถึงในสิ่งที่คนอื่นจะคิดว่าเป็นเรื่องตลก คือเรื่องของเจ้าที่เจ้าทาง สังเกตได้เลยว่าบ้านหลังนี้ไม่มีศาล พระภูมิเจ้าที่ เพราะครูบาอาจารย์สอนไว้ว่า คนพุทธพยายามอย่าตั้งศาลพระภูมิ เพราะการตั้งศาลพระภูมิเป็น การสร้างปฏิสัมพันธ์กับชีวิตอีกมิติหนึ่ง ซึ่งล้วนเป็นมิติอยู่ในวัฏสงสารที่ยังมีกิเลสทั้งนั้น
“ดังนั้นการไปข้องเกี่ยวมีผลประโยชน์ต่อกัน มีของล่อใจต่อกัน เครื่องเซ่นสังเวย คือสิ่งล่อใจ อย่างหนึ่งเหมือนกัน ยามดีก็ดีไป ยามไม่ดีก็ทำร้ายเราได้ แต่สิ่งที่ภายในบ้านควรต้องมี คือห้องพระ เพื่อเอา ไว้สวดมนต์ไหว้พระ ปฏิบัติธรรม อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เขา แล้วจะมีสิ่งที่เป็นบวกกับเรา ดีกว่าไปเซ่นสังเวย” คุณต้อยบอกเหตุผลของบ้านหลังใหญ่ที่ไร้ศาลพระภูมิเจ้าที่
//ปล่อยธรรมชาติให้เป็นอิสระ
เมื่อได้เดินไปทั่วๆ บริเวณบ้านริมคลองหลังนี้ ยิ่งรู้สึกสุขใจกับธรรมชาติที่ดูคล้ายได้เดินป่า มากกว่าสวนหย่อมในบริเวณบ้าน “บ้านหลังนี้จะปลูกต้นไม้ไม่เป็นระเบียบ เพราะความไม่เป็นระเบียบของ ต้นไม้มันเป็นระเบียบของธรรมชาติ ผมเองจะไม่ค่อยรับอะไรที่เป็นกฎเกณฑ์ การปลูกต้นไม้ให้เป็นแถวเป็นแนว ใช่ว่าไม่เห็นด้วย เป็นการบังคับให้เป็นทาง แต่ถ้าเป็นการแต่งสวนผมว่าต้องให้อิสระ
“ลองมองดูสิเหมือนอยู่ป่ามั้ย (พลางยกมือบุ้ยใบ้ชี้ชวนให้ชม) ได้เห็นน้ำแล้วมันสบายใจสบายตา บ้านเดิมของผมเกิดมาอยู่ริมคลอง เป็นลูกกำพร้าใช้ชีวิตอยู่ในตลาด พอได้อาศัยอยู่ที่บ้านริมคลองก็รู้สึกดี น้ำในคลองเป็นทั้งน้ำอาบ น้ำใช้ เป็นแหล่งอาหาร เป็นส้วมด้วย (หัวเราะ) เป็นสนามเด็กเล่นให้พวกเราได้ใช้ปีน ป่ายตามต้นไม้ กระโดดน้ำเล่นกันสนุกสนาน
“พอปลูกบ้านเลยสร้างคลองรอบบ้านซะเลย มีปลาแหวกว่าย ได้มานั่งดูปลาแล้วทำให้สบายใจ ยิ่งต้นไม้กว่าจะเติบใหญ่ขนาดนี้ก็ซื้อมาตั้งแต่ต้นเล็กๆ ราคาต้นละ 10 บาท ผ่านไปกว่า 10 ปีก็โตจนให้ร่มเงาได้ บ้านหลังนี้ผมเน้นไม้ล้อม เช่น ต้นกระโดน มาปลูกไว้ตรงห้องหน้าต่างของลูกสาว ตื่นขึ้นมาจะทำให้สดชื่น แล้ว ผมก็ปลูกต้นจิก เพราะเป็นความรู้สึกที่ดีในความทรงจำที่ได้เห็นต้นจิกอยู่ริมน้ำออกดอกร่วงลงน้ำ ชอบตรงดอก เรียงยาวเป็นสายสวยดี“เข้าบ้านปุ๊บ ผมจะชอบมานั่งตรงบริเวณระเบียงข้างบ้าน เพราะเป็นช่องที่ลมผ่านเย็นสบายดี นั่งให้อาหารปลาท่ามกลางป่าธรรมชาติ ขนาดเพื่อนมาเที่ยวบ้านต่างพูดตรงกัน เหมือนมาเที่ยวรีสอร์ตต่าง จังหวัด มีห้องพักที่เรียบง่ายไม่ได้หรูหราอะไร ใครได้มาพักผ่อนก็สบาย มีสระว่ายน้ำด้วย แล้วพุทธมณฑล สาย 4 ก็มีของกินอร่อยที่โด่งดังเพียบ เรียกว่ามีครบทุกองค์ประกอบ” เขาพูดไปยิ้มไปบ่งบอกความสุขที่ได้จำลองภาพ แห่งความทรงจำในวัยเด็ก
//จากนักเลง เป็นนักธุรกิจ 100 ล้าน
กว่าจะมายืนถึงจุดนี้ ชีวิตของเขาไม่มีคำว่า “บังเอิญ” แต่เกิดจากความพยายามบากบั่นแทบทั้งสิ้น ผ่านจุดต่ำสุดและสูงสุดของชีวิตการทำงานมาแล้วหลายครั้ง จากเด็กที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งให้อยู่กับยายชื่นและลุง
“เสียงของยายและลุงจะก้องอยู่ในหูเสมอ ต้องเรียนหนังสือถึงจะมีโอกาสเปลี่ยนแปลงไปสู่ชีวิตใหม่ ชีวิตผมจึงมีสองด้าน คือ นักเลงกับนักเรียน ผมกระโจนเข้าสู่นักเลงเต็มตัว จากตีหัวหมา ด่าแม่คนไม่มีทางสู้ ก็เข้าสู่วิถีฉกชิงวิ่งราว หนักเข้าก็ปล้น ตั้งตัวเป็นเจ้าของบ่อนเซียนมวย วางแผนล้มมวย” เจ้าพ่อสื่อไล่เรียงชีวิต ในวันวาน
เขาบอกว่า สมัยเป็นนักศึกษารั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ชื่อว่าเป็นนักกิจกรรมตัวยง ซึ่งทำให้ ชีวิตเขาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี และการเป็นนักกิจกรรมนี้เองทำให้เขามีโอกาสร่วมงานกับ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และกลายเป็นจุดหักเหที่ทำให้เขาได้มีโอกาส กระโดดเข้าสู่งานชิ้นสำคัญทางด้านสื่อโทรทัศน์และวิทยุ
เส้นทางการก้าวเข้าสู่ชีวิต"นักข่าว"ของสนธิญาณ เริ่มต้นจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 สมัยที่ประชา มาลีนนท์ ลูกชายคนรองของ วิชัย มาลีนนท์ เป็นผู้ควบคุมดูแลงานทางด้านข่าวของสถานี จากนั้นโลดแล่น อยู่บนถนนน้ำหมึก ร่วมกับ ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ ทำหนังสืออาทิตย์วิเคราะห์ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เขาก้าวสู่เส้น ทางธุรกิจวิทยุ จัดตั้งสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น (INN) บุกเบิกการนำเสนอข่าว 24 ชั่วโมง สร้างความฮือฮาให้กับ วงการสื่อด้านวิทยุอย่างมากในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา
จวบจนเมื่อครั้งสำนักงานทรัพย์สินฯ ก้าวเข้าสู่กิจการทางด้าน “สื่อ” ในนามของสยามทีวี แอนด์ เทเลคอมมิวนิเคชั่น เขาได้รับมอบหมายจาก ดร.จิรายุให้เข้ามารับงานชิ้นนี้ ซึ่งมีส่วนร่วมกับทีมของ จุลจิตต์ บุณยเกตุ ในการทำข้อเสนอในการยื่นประมูล จนกระทั่งสามารถคว้างานประมูลมาได้ ทำให้ก้าวกระโดด สู่สยามทีวี และเป็นสื่อประเภทเดียวที่ยังไม่มีโอกาสทำสำเร็จ เพราะมีปัญหาของผู้ถือหุ้นเสียก่อน ทั้งนี้ ในช่วงที่ไอเอ็นเอ็นไปมีสายสัมพันธ์กับมีเดียพลัส ก็เคยมีการตกลงจะผลิตข่าวป้อนให้ไทยสกายทีวีมาแล้ว แต่ความฝันต้องสลายเป็นครั้งที่ 2
ไม่นาน สนธิญาณจึงกลับไปปักหลักใหม่กับไอเอ็นเอ็นอีกครั้ง แม้ว่าคลื่นข่าวของไอเอ็นเอ็นยัง สามารถจับกลุ่มผู้ฟังได้เหมือนเดิม แต่ปัญหาครั้งนี้ไม่ง่ายเหมือนครั้งก่อน เมื่อต้องมาเจอกับเรื่องเงินลงทุน เพราะสำนักงานทรัพย์สินฯ ก็บอบช้ำ เพราะขาดทุนกับธุรกิจทางด้านสื่อและโทรคมนาคมมาไม่น้อย จึงลดการ ลงทุนในธุรกิจสื่อลงทั้งหมด เขาจึงต้องหาพันธมิตรรายใหม่มาร่วมลงทุนในไอเอ็นเอ็นแทน
และเป็นเวลาเดียวกันที่กลุ่มยูคอมกำลังขยายธุรกิจทางด้านบรอดคาสติง ยูคอมจึงกลายมาเป็น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในไอเอ็นเอ็น ไม่นานปัญหาก็เกิดขึ้นมากมาย ทำให้เขาตัดสินใจออกมาก่อตั้งสถานีวิทยุ BUSINESS RADIO FM 96.5 จากนั้นมาตั้งสำนักข่าว ทีไอเอ็น เรดิโอ ใช้สถานีวิทยุ คลื่นหญิงพลังหญิง และคลื่นหญิงพิทักษ์เมือง จนกระทั่งมาเปิดบริษัทของตัวเองในนาม สำนักข่าว T-NEWs, บริษัท กรีน โพรเท็คท์ จำกัด และเป็นผู้บริหารคลื่นวิทยุ FM101 MHz, 102.5 MHz, 103.5 MHz, 104.5 MHz
//จุดเปลี่ยนชีวิตสู่เส้นทางบุญ
เมื่อครั้งที่สำนักข่าวไอเอ็นเอ็นเกิดปัญหา ทำให้ได้พบกับกัลยาณมิตร บุญชัย เบญจรงคกุล ซึ่ง หลากหลายปัญหาในช่วงนั้นได้รับการคลี่คลายอย่างน่าอัศจรรย์ จนเขาเกิดความรู้สึกอยากบวช จึงติดต่อ อนุชิต ปุรสาชิต ให้ช่วยหาวัดป่าที่สงบ ทำให้เขาได้ศึกษาธรรมะกับหลวงตาสมหมาย (พระครูเมตตากิตติคุณ) วัดป่าสันติกาวาส จ.อุดรธานี จากนั้นได้ไปปฏิบัติธรรมตามแนวท่านอาจารย์ “โกเอ็นก้า” ฆราวาสชาวอินเดีย ที่ได้สอนเทคนิคการปฏิบัติตามแนวทาง “สติปัฏฐาน 4”
“หลวงตาเมตตาผม ชี้ทางธรรมทั้ง ทาน ศีล ภาวนา และแนะนำให้ทำบุญกิริยาวัตถุ 10 อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ทำให้ชีวิตค่อยๆ หลุดพ้นจากดำมืด และเดินไปสู่มรรค 8 สะสมฐานบุญทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา มากขึ้นมาตามลำดับ ผมกลายเป็นลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดหลวงตา พร้อมนำพาครอบครัวและญาติมิตร เพื่อนฝูง เข้าสู่ทางธรรมได้ จากที่เคยสอนลูกไม่ให้เชื่อเรื่องผีสาง รวมถึงไม่เชื่อเรื่องชาตินี้ชาติหน้า ขอให้เชื่อ แต่ตัวเอง ความคิดเหล่านั้นเปลี่ยนไป ที่สุดผมก็เลิกเหล้า เลิกบุหรี่ อาการขี้โมโหน้อยลงเพราะธรรมะ
“ทุกวันนี้พนักงานบริษัททุกคนจะต้องมาร่วมนั่งสมาธิทุกวันพฤหัสบดีในห้องพระ พนักงานสามารถ ลางานไปปฏิบัติธรรมได้ โดยไม่ถือว่าเป็นวันลาหยุดงาน สมัยก่อนตกเย็นจะต้องเลี้ยงเหล้าพนักงาน แต่วันนี้ ไม่กิน ไม่เลี้ยงเหล้าลูกน้องแล้ว เพราะการเลี้ยงเหล้ามันเหมือนการส่งเสริม เลี้ยงเหล้าลูกน้องเสียสติ ถ้าชวนเขา กินเหล้าแล้วเขาเมาขับรถไปชนคนตาย ผลกรรมก็ต้องย้อนมาที่ผม ถือว่าเป็นกรรมร่วม ผมทำบริษัทขึ้นมา ต้องการให้อยู่ร่วมกันด้วยความสุข เอื้อเฟื้อ ไม่พยายามให้เดินไปสู่โลกทุนนิยมเต็มร้อย แต่เราจะอยู่ร่วมกันด้วย ความสุขและความดี” หลักธรรมพรั่งพรูจากปากหนุ่มเจ้าสำราญที่ใครจะเชื่อว่าทุกวันนี้เขากลายเป็นนัก ปฏิบัติธรรมตัวยง
// ตัดไม่ขาด นิสัยเจ้าชู้
ศีล 5 ที่ชาวพุทธทุกคนต่างยึดถือปฏิบัติสู่ชีวิตที่เจริญรุ่งเรือง แต่ศีลข้อที่คุณต้อยยังทำไม่ได้เต็มร้อย คือ ศีลข้อ 3 ไม่ประพฤติผิดในกาม “ผมมีจิตหมกหมุ่นในกามอยู่เยอะ (หัวเราะ) การปฏิบัติธรรมก็ต้องพูดความจริง สิ่งที่หมกหมุ่นอยู่นี้ตามภาษาพระเรียก วาสนา แต่ผมเรียกว่า สันดานเดิมที่ติดมา กิเลสตัณหาของมนุษย์ ต้องยอมรับความจริงว่าไม่ได้เลิกกันง่ายๆ ต้องเด็ดเดี่ยว เพราะต้องสู้กับจิตที่อยู่ภายในจิตใจ จิตมันสะสม ทำให้เกิดความคุ้นเคย ถามว่าเห็นทุกข์ไหม เห็นความจริงไหม ตอบว่าได้เห็น สรีระ สัจจะ สิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป หลวงตาทราบว่าเป็นจุดอ่อนของผม หลวงตาให้อสุภะ อย่ายึดติดในกายเนื้อ เอาหนังสือที่มีรูปเน่าเฟะ เห็นหนอนออกมาจากปาก ออกมาจากอวัยวะเพศ ผมยังเอามาให้ลูกดูยังอ้วกแตกอ้วกแตน
“ผมบอกได้เลยว่าไม่ได้เจ้าชู้ แต่อาจเป็นคนมีเสน่ห์มากกว่า เลยมีคนชอบ เข้ามาคุยด้วย (ยิ้ม) เมื่อก่อนผมตั้งใจว่าจะไม่ไปอาบอบนวด ทำมาได้หลายปี หลังๆ ไปบ้าง พยายามดูตัวเอง ทุเรศตัวเอง ต่อสู้กับตัวเอง จิตใจอีกด้านหนึ่งก็สู้ มันมีชนะบ้าง แพ้บ้าง แต่เชื่อว่าวันหนึ่งมันต้องทิ้งได้เด็ดขาด ซึ่งต้อง เด็ดขาดจริงๆ เพราะใจผมต้องหนักแน่นให้เหมือน 4-5 ปีแรกๆ ที่ใจตั้งมั่น ธรรมะคือการต่อสู้กับจิตใจตัวเอง สร้างสติให้ระลึกรู้ในการกระทำของตัวเองตลอดเวลา” เพลย์บอยรุ่นใหญ่บอกเล่าตัวตนอีกด้านที่ยังตัดไม่ได้
//ไม่เบียดเบียน...เจตนาต้องดี
ชีวิตของนักธุรกิจร้อยล้านผู้นี้กว่าจะมีวันนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ถ้าไม่เป็นคนที่เอาจริงทำจริง ไม่ย่อท้อกับอุปสรรคที่เข้ามาทดสอบนับครั้งไม่ถ้วน “ผมอยากบอกว่าคนเราจะประสบความสำเร็จได้ มันมีกฎของธรรมชาติที่เรียกว่า กฎแห่งกรรม ทำอย่างไรได้ผลอย่างนั้น และภายใต้กฎแห่งกรรมนี้จะนำพาชีวิตหมุนวนไปไม่รู้จักจบสิ้น เมื่อมาอยู่ในวัฏสงสาร ระหว่างหมุนวนไปในวัฏสงสาร ถ้าไม่ตระหนักคิดในกฎเหล่านี้ว่ามันมี ก็อาจทำให้เราเกิดความทุกข์ได้“ตลอดเวลาภายใต้กฎแห่งกรรมที่นำพาเราไปนี้ จะมีจิตเป็นตัวขับเคลื่อนในการส่งเจตนา ฟังดูไม่ยาก แต่เป็นสิ่งที่เราต้องตระหนัก จิตใจเราที่ขับเคลื่อนแบบนี้ต้องหมั่นดูแลซึ่งจะเกิดผลเฉพาะหน้าเลย อย่างที่เรียกกันว่า สวรรค์ในอก นรกในใจ เป็นผลที่เกิดขึ้นแล้วเห็นผลทันที และยังจะส่งผลต่อไปในอนาคต อันไกลโพ้นไม่รู้จะกี่ภพกี่ชาติกว่าจะหลุดพ้นจากห้วงวัฏสงสาร
ฉะนั้นเพียงให้ทุกคนเริ่มต้นดูแลใจตัวเอง ตระหนักรู้ คนเราจะรู้โดยธรรมชาติว่าอันไหนเบียดเบียน คนอื่น อันไหนไม่เบียดเบียนคนอื่น อันไหนเป็นเจตนาที่ดีต่อคนอื่น อันไหนเจตนาไม่ดีกับคนอื่น ผมคิดว่าเพียง คิดได้เท่านี้รับรองว่าชีวิตดีแน่” บทสรุปของชายผู้ซึ่งก้าวพ้นจากปากเหวแห่งความเลวร้ายที่สุดในชีวิต เพราะ เชื่อในบุญและกรรมจนนำพาชีวิตสู่ความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เช่นทุกวันนี้
ที่มา : WhO? Magazine ฮู แมกกาซีน
http://www.whoweeklymagazine.com/
ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
ตอบลบถ้านึกถึงพี่ต้อย (สนธิญาณ) ทำให้ผมคิดถึงตอนเรียนจบและทำงานใหม่ๆ พี่ต้อยถือได้ว่า เป็นผู้มีพระคุณคนหนึ่งในชีวิตของผม เพราะผมได้รับโอกาสในการทำงานจากพี่ต้อย สมัยที่ทำคลืนพิทักษ์เมือง บุกเบิกเรื่องการต่อต้านยาเสพติด ภัยร้ายคุกคามประเทศของเราอย่างหนักหน่วง
ตอบลบพี่ีต้อยมีจิตวิทยาในการพูดที่ดี ทำให้ผมเชื่อในเรื่องของความเป็น"คนข่าว" อาจจะเป็นเพราะผมเองก็จบคณะเดียว และมหาวิทยาลัยเดียวกันกับพี่ต้อยทำให้"หลงเดินอย่าเพลิดเพลิน" ในวิชาชีพสื่อสารมวลชนมาถึงปัจจุบัน