เปรียบเทียบช่วงชก“ลุงสนธิ”กับ“ลุงหยุ่น”
โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์
คราวนี้ก็คงต้องวกมาถึงเรื่องความคิด-ความเห็นที่ได้แลกเปลี่ยนกันไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคุณ “กิ้งก่าตัวสุดท้าย” คุณ “pnpermuda” คุณ “นายหน้า” คุณ “แสง แดงกระโทก” คุณ “น้องแต้ว” ล้วนแล้วแต่มีส่วนช่วยสร้างสีสัน บรรยากาศ ด้วยกันทั้งสิ้น แต่ที่จะหยิบเอามาแลกเปลี่ยนกันในสัปดาห์นี้ ก็คงเป็นของคุณ “นาฬิกาทราย” ที่บอกกันแบบซื่อๆ ตรงไป-ตรงมาว่า “ขอใช้สิทธิ์ในฐานะแฟนคอลัมน์ลุงชัชนี้เช่นกัน นู๋ขอเป็นออเดอร์แบบหวานๆ เย็นๆ เบาๆ ใสๆ อย่างหนัง หนังสือ เพลง กีฬา วงการสื่อ ฯลฯ อย่างเช่นอยากให้เปรียบมวยรุ่นใหญ่อย่างลุงสนธิกับลุงหยุ่น เมื่อเทียบปอนด์ต่อปอนด์ แล้วใครจะอยู่ใครจะไป(เอาแบบไม่ต้องซีเรียสนะค่ะ) ป.ล.ขอประทานโทษลุงๆ น้าๆ ป้าๆ ที่ชอบเรื่องยากๆ หนักๆ แต่นู๋อ่านไม่รู้เรื่องอะ...”
เรื่องนี้อันดับแรกคงต้องบอกว่า...ไม่น่าจะเป็นออเดอร์แบบหวานๆ เย็นๆ เบาๆ ใสๆ ซักเท่าไหร่ แต่หนักไปทางทั้งเปรี้ยว ทั้งเผ็ด ทั้งแสบๆร้อนๆ พอๆกับ “ศึกอัศวินดำสัญลักษณ์มวยซาดิสต์” เอาเลยก็ว่าได้ เพราะถ้าหากไปลากเอา “ลุงสนธิ” มาเปรียบมวยกับ “ลุงหยุ่น” แล้ว ก็คงพอๆกับเอา “ออสการ์ เดอ ลา โฮยา” มาประกบคู่ชกกับ “แมนนี่ ปาเกียว” ยังไงยังงั้น...คือออกไปทาง “คู่มวยหยุดโลก” ระดับผู้ชมมิอาจกระพริบตาได้เป็นอันขาด...
อันที่จริงแล้ว...ถ้าหากจะดูการชกของคู่มวยคู่นี้ให้สะใจกันจริงๆ ก่อนอื่นหนีไม่พ้นจะต้องหาทางตัด “ความรู้สึกทางการเมือง” หรือรสนิยมความชอบ ความไม่ชอบ ความรัก ความเกลียด ในทางส่วนตัวออกไปก่อน จะเอาความเป็นเหลือง ไม่เหลือง หรือแม้กระทั่งความเป็น “ค่าย” ของธุรกิจสิ่งพิมพ์แต่ละสำนักมาเกี่ยวข้องก็คงจะไม่ถูกเรื่องซักเท่าไหร่นัก เพราะจะไม่ได้รสชาติที่แท้จริง...พูดง่ายๆว่า ถ้าหากพร้อมที่จะทิ้งอุปทาน ความรู้สึกเก่าๆ ที่ไม่ว่าใครก็แล้วแต่ เคยมีต่อบุคคลทั้งสองไม่ว่าในแง่บวก แง่ลบ ลงไปก่อน แล้วหันมาวัดรอบอก ประมาณความยาว-ความสั้นของช่วงชก ถอดกางเกงในชั่งน้ำหนักกันแบบปอนด์ต่อปอนด์ ตลอดไปจนถึงการนำเอารูปแบบลีลาในการชกของแต่ละฝ่าย มาเปรียบเทียบกันแบบไม่ต้องมีเรื่อง “การเมือง” หรือเรื่อง “ส่วนตัว” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว...รับรองว่าได้ซี๊ดซ๊าดกันในระดับออกัสซั่มพลั่กๆๆ แน่ๆ...
ซึ่งถ้าหากจะว่ากันในแนวนี้...โดยลักษณะลีลาของทั้งคู่คงต้องยอมรับว่า ออกไปในทาง “มวยคนละแบบ” เพราะโดยรูปมวยของ “ลุงหยุ่น” นั้น ดูๆจะถนัดไปในทางมวยประเภทออกหมัดแย็บได้สวย คม เร็ว ฟุตเวิร์คพริ้ว ใช้จังหวะเด้งเชือก ฉากหลบออกซ้าย ออกขวา คล่องแคล่วเอามากๆ จนคู่ต่อสู้มักจะต้องมึนซ์ซ์หัวกันไปเป็นแถบๆ (จะเป็นเพราะ “พูดไม่ทัน” หรือ “เถียงไม่ทัน” “ลุงหยุ่น” ก็แล้วแต่) ส่วนรูปมวยของ “ลุงสนธิ” นั้น ออกไปทางประเภท “ขวาตาย-ซ้ายสลบ” คือเน้นลำหัก ลำโค่น เวลาไล่ทุบใครต่อใคร ต้องเรียกว่านอกจากหายใจหายคอแทบไม่ทัน น้ำหนักหมัดแต่ละหมัด ยังพอๆกับเอาฆ้อนทุบมะพร้าวยังไงยังงั้น...แต่ถือว่าเป็น “มวยอันตราย” ด้วยกันทั้งคู่...
สำหรับ “ลุงสนธิ” โดยประวัติความเป็นมาทางด้านสื่อฯ ต้องยอมรับว่าในแง่ “เบสิค” นั้น...แน่นปั๋ง!!! คือโตมาจากระบบการศึกษาด้านสื่อสารมวลชนมาโดยตรง ซึ่งในหมู่นักหนังสือพิมพ์รุ่นใหญ่ๆแล้ว ถือว่ามี “น้อยมาก” ที่เคยผ่านการศึกษาในด้านนี้มาอย่างเป็นระบบ เท่าที่นึกออกก็เห็นจะมี “อาจารย์ป๋อง” (พงษ์ศักดิ์ พยัคฆวิเชียร)รายหนึ่ง ที่กลายเป็นมวยซึ่งไร้คู่ชกมานานแล้ว ส่วนคนอื่นๆที่มีอยู่บ้าง ก็จำไม่ได้ซะแล้ว อันนี้...อาจจะต่างไปจาก “ลุงหยุ่น” ที่ท่านเริ่มมาจากสไตล์แบบ “ประสบการณ์นิยม” คือเรียนรู้ระบบสื่อสารมวลชนมาจากการนั่งทำงานเป็นปรู๊ฟ เป็นซับฯ ในหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษอย่างบางกอกโพสต์ มาตั้งแต่ผมบนหัวยังดกดำ แน่นขนัด หรือตั้งแต่ยังเป็นวัยซะรุ่นเอาเลยก็ว่าได้...
แต่สิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ได้ถือเป็นข้อได้เปรียบ-เสียเปรียบ ระหว่างกันและกันซักเท่าไหร่ เพราะมันคล้ายๆกับความแตกต่างระหว่าง “ภาคทฤษฏี” กับ “ภาคปฏิบัติ” อะไรทำนองนั้น เพียงแต่จะด้วย “ประสบการณ์” ที่คลุกคลีกับระบบการทำงานในหนังสือพิมพ์ฝรั่งมาตั้งแต่เริ่มต้น อาจทำให้สไตล์ของ “ลุงหยุ่น” ท่านออกจะหนักไปทาง “ตะวันตก” อยู่พอสมควรเหมือนกัน ไม่ว่าในแง่รูปแบบ วิธีคิด กระบวนทัศน์ต่างๆนานา ทั้งๆที่ตัวของท่านเองพยายามจะประกาศ “ความเป็นไทย” ภายใต้ “ความเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ” มาโดยตลอดก็ตาม แต่สำหรับ “ลุงสนธิ” นั้น แม้นว่าท่านจะรับรู้ภาคทฤษฏีมาจากตะวันตกก็ตาม แต่เมื่อลงมือปฏิบัติท่านก็ล้มลุก คลุกคลาน อยู่ในแวดวงหนังสือพิมพ์ภาษาไทยมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ "ประชาธิปไตย” ในยุคก่อน 6 ตุลาคม 2519 สำนักพิมพ์แอดวานซ์มีเดีย ที่ออกพ๊อคเก๊ตบุ๊คชนิดไม่ต่างไปจากโรงงานอุตสาหกรรมยังไงยังงั้น หรือนิตยสารดิฉัน นิตยสารชีวิตต้องสู้...ฯลฯประมาณนั้น รูปแบบวิธีคิด กระบวนทัศน์ต่างๆของท่าน มันจึงค่อยๆตกผลึกออกไในแนว “ตะวันออก” มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะในช่วงหลังๆ...
จากลักษณะเช่นนี้...ทำให้การมองปรากฏการณ์ความเป็นไปต่างๆ ไม่ว่าในสังคมไทย หรือสังคมโลกของ “ลุงหยุ่น” จึงมักจะออกไปในทาง “นักข่าว” กันเป็นหลัก คือหนักไปทาง When-What-Where-Whyอะไรประมาณนั้น
ในขณะที่ “ลุงสนธิ” จะออกไปทาง “นักวิเคราะห์” คือหนักไปทาง How ทาง Because พร้อมที่จะลากโยงอะไรต่อมิอะไรลึกลงไปถึงระดับริดสีดวงทวารได้เสมอๆ ในแง่ความเร็ว ความคม การชิงจังหวะเข้าออกฉาบฉวย “ลุงหยุ่น” จึงดูจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่ในแง่ความหนัก การบดบี้ ไล่ทุบกระแทก ทั้งวงในวงนอก “ลุงสนธิ” น่าจะเป็นต่อหลายช่วงตัว ด้วยเหตุนี้...ก็จึงขึ้นอยู่กับ “ท่านต่อ” และ “ท่านรอง” ว่าต้องการจะเสมอไหนไปตามรสนิยมของใคร-ของมันนั่นแหละ ถ้ารักสไตล์แบบ “ออสการ์ เดอ ลา โฮย่า” ก็คงต้องเลือก “ลุงหยุ่น” เอาไว้ก่อน แต่ถ้าหากประทับใจ “แมนนี่ ปาเกียว” สไตล์ของ “ลุงสนธิ” ก็คงไม่ถึงกับทำให้ต้องผิดหวัง...
แต่อย่างที่บอกเอาไว้แล้วนั่นแหละว่า...อย่าไปเอาเรื่อง “การเมือง” หรือเรื่อง “ส่วนตัว” เข้ามาเกี่ยว...ไม่งั้นมันจะหมดสนุก เดี๋ยวก็จะมีทั้งเหลือง ทั้งแดง เข้ามาด่า เข้ามาเชียร์ ชนิดที่ไม่ได้คิดจะมองถึง “ความเป็นมนุษย์” กันเลยแม้แต่น้อย และถ้าหากจะออเดอร์กันในลักษณะนี้... “ลุงชัช” ต้องขออนุญาติไม่เล่นด้วย เพราะนอกจากจะเป็นอะไรที่ทั้งหนัก ทั้งเครียดแล้ว ยังแถมเล่นกันเจ็บๆอีกด้วยต่างหาก...
------
จาก คอลัมน์ นานาทรรศนะ : เวปไซต์ สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น วันที่ 10 ก.ย. 2552
http://www.innnews.co.th/chatcharin.php
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
แสดงความเห็นได้ที่นี่