ทำให้ได้เรียนรู้ว่า แต่ละคนแต่ละรุ่น แต่ละกลุ่มคน มี"ความต่าง"ในความคิด และต่างในวิถี..ที่บางครั้ง ก็ยากที่จะเข้าใจ..ส่วนหนึ่งอาจเนื่องมาจาก ความเปลี่ยนแปลงไปของโลกที่มีวิวัฒนาการของช่องทาง"ข้อมูลข่าวสาร"ที่ทำให้"โลก"กลายเป็น"วัฒนธรรมเดี่ยว"คือมีความเหมือนกันของชุมชนโลก ทั้งวัฒนธรรมการแต่งกาย การกิน หรือแม้กระทั่งรูปทรงที่อยู่อาศัย หรือการดำรงชีวิต จะต่างก็เพียง สภาวะการปรับตัวตามสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศ ของแต่ละประเทศเท่านั้น
ดังเราจะเห็น"บรรษัทข้ามชาติ"..ห้างดิสเคาน์โตร์ ใหญ่ๆที่ขยายสาขาไปทั่วโลก อย่างโลตัส คาร์ฟูร์ ฯลฯ หรือแม้กระทั่งร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่น ของ CP ที่ไม่ได้มีแต่เพียงในประเทศไทยเท่านั้น..แต่มีในหลายประเทศทั้งเอเซียและทวีปอื่น..
กระนั้น ก็มีความน่าสนใจ ว่า"วัฒนธรรมเดี่ยว"แบบ"หมู่บ้านโลก"นั้นดูค่อนจะมีผลต่อ"วัฒนธรรม"ของผู้คน ที่ความรู้ไหลผ่าน"ช่องทาง"อินเตอร์เน็ต ผ่านช่อง"ทวิสเตอร์"หรือ"เฟสบุ๊ค"และ"บล็อค"ต่างๆ
วัยรุ่นเยาวชนไทยหลายคนลงทุนเรียนภาษา วัฒนธรรมเกาหลี เพื่อให้เข้าใจโลกของดารานักร้องเกาหลี
วัยรุ่น หลายคนลงทุนเรียน ภาษาต่างๆ เพื่อติดตามสื่อสารกับศิลปินดารานักฟุตบอลที่ชื่นชอบชนชม..ซึ่งมีโลกส่วนหนึ่งอยู่ในเฟสบุ๊ค หรือ ทวิสเตอร์ เธอและเขาเหล่านั้นไม่กลัวที่จะสื่อสารด้านภาษา..
เช่นกันกับ"ภาษา"ที่รูปแบบความต้องการการเรียนรู้ได้ต่างไปจากเดิม ที่เป็นการเรียนรู้เพื่อ"เอาตัวรอด"ในสังคมประเทศนั้นๆ กลับกลายเป็น เรียนรู้เพื่อปรับตัวให้เข้ากับ"วัฒนธรรม"ในโลกออนไลน์
เด็กวัยรุ่นหลายคน ต่างจากสมัยสิบปีก่อนที่เกลียดกลัวภาษาต่างประเทศ หลายคนได้อานิสงส์จาก"การเล่น"แชท นำมาใช้เป็น"ความสามารถพิเศษ"ในการทำงานด้านที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างๆในการสื่อสาร นอกจากภาษาไทย
คิดไปคิดมา ก็เลยสนใจเรื่องของ"วัย"เรื่องของ"เจนเนอเรชั่น"ขึ้นมา ก็เจอเรื่องนี้เลยเอามาประกอบกับเรื่องที่เขียนนี้เลยละกัน..."ศิษย์เก่าINN"ลองดูว่า คุณอยู่ในเจนเนอเรชั่นไหน ในองค์กร ระหว่าง "เบบี้บูม"หรือ X หรือ Y ลองดูกัน..
------
เจนเนอเรชั่นวาย...ทำไมน่าสนใจ?
ในฐานะคนรุ่น “กลางเก่ากลางใหม่” คนหนึ่งเริ่มสังเกตเห็นว่า ในองค์การมีคนทำงานที่หลากหลายมากขึ้น และบ่อยครั้งที่มักได้ยินคำปรารภจากคนวัยใกล้เคียงกันถึงเพื่อนร่วมงานที่อาวุโสน้อยกว่า พูดง่ายๆ คือ “เด็กกว่า” นั่นเอง ที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งคือ คำปรารภเหล่านี้จะคล้ายๆ กัน แม้ว่าผู้พูดจะอยู่คนละองค์การและไม่เคยเจอกันมาก่อน ในทำนองที่ว่า
“เด็กรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้ทำงานไม่อดทน ใจไม่สู้เหมือนพวกเราเลย”
“วันๆ เอาแต่โทรศัพท์คุยกับเพื่อน โทรกันได้เป็นชั่วโมงๆ”
หรือไม่ก็...
“เล่นคอมพิวเตอร์ทั้งวัน...”
หรือบางที
“ไม่มีสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่ บอกอะไรก็ย้อนถาม ไม่มีเกรงใจกันบ้าง”
เบื้องหลังคำปรารภเหล่านี้ คือ ความไม่เข้าใจ ความผิดหวัง ที่อีกฝ่ายไม่ได้เป็นอย่างที่ผู้พูดคิด นานวันเข้าก็อาจบ่มเพาะเป็นความไม่พอใจซึ่งกันและกัน เป็นความขัดแย้ง หรืออาจกลายเป็นปัญหาการทำงานร่วมกันในที่สุด
“ความเข้าใจต่อความแตกต่างของบุคลากร” เป็นแนวคิดการบริหารยุคใหม่ที่กล่าวถึงการบริหารความแตกต่างของบุคลากร หรือ Diversity ซึ่งเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ เกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award: TQA) ก็ได้กล่าวถึงการบริหารทรัพยากรบุคคล ที่ต้องคำนึงถึงความต้องการและความหลากหลายของบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างด้านเพศ การศึกษา รวมทั้งอายุ และกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างมากในหลายด้าน ตั้งแต่การตลาดจนถึงการบริหารบุคลากร
เจนเนอเรชั่นในองค์การ
ก่อนอื่นเราควรรู้จักกับคนรุ่นต่างๆ หรือที่เรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า เจนเนอเรชั่น (Generation) ในองค์การที่ดำเนินงานมาระยะหนึ่ง ท่านอาจสังเกตเห็นความแตกต่างของคนทำงาน เรามักพูดกันสั้นๆ ว่า “คนรุ่นเก่า” กับ “คนรุ่นใหม่” และมักแบ่งกลุ่มกันโดยมองเรื่องอายุคนเป็นเกณฑ์มากกว่าอายุงาน ถ้าจะแบ่งกลุ่มคนทำงานตามช่วงอายุให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
นักวิชาการและนักเขียนจำนวนมากได้ใช้แนวทางการแบ่งกลุ่มคนตามแนวคิดตะวันตก แบ่งคนทำงานออกเป็น 3 กลุ่มตามช่วงอายุและคุณลักษณะเด่น ได้แก่
· เบบี้บูมเมอร์ส (Baby Boomers)
คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี ค.ศ.1946-1964 (พ.ศ. 2489-2507) หรือประมาณช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา อายุประมาณ 40-60 ปี เป็นกลุ่มประชากรที่มีจำนวนมากโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ลักษณะนิสัยมักยึดมั่น ไม่เปลี่ยนแปลงความคิดง่ายๆ บางครั้งจึงถูกมองว่าเป็นพวกอนุรักษ์นิยม หรือไม่ก็หัวเก่าไปเลย ให้ความสำคัญกับผลงานแม้ว่าจะต้องใช้เวลานานกว่าจะประสบความสำเร็จ บางคนมีความทุ่มเทกับการทำงานและองค์การมาก
· เจนเนอเรชั่นเอ็กซ์ (Generation X)
มีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น Baby Buster, Slacker เป็นกลุ่มประชากรที่เกิดระหว่างปี ค.ศ. 1965-1976 (พ.ศ. 2508-2519) อายุประมาณปลาย 20 ถึงเฉียด 40 อุปนิสัยชอบเสี่ยง ยินดีรับการเปลี่ยนแปลง ใช้เทคโนโลยีในการทำงานได้ดี ให้ความสำคัญต่อสัมพันธภาพทั้งเพื่อนร่วมงานและครอบครัว เจนเนอเรชั่นเอ็กซ์บางคนมีวิถีชีวิตแบบยัปปี้ (Yuppy) ใช้จ่ายเงินเพื่อความสุขของชีวิต ซื้อหาสิ่งของที่หรูหรามากกว่าพวกเบบี้บูมเมอร์ส
· เจนเนอเรชั่นวาย (Generation Y)
ชื่อที่เรียกคนเจนเนอเรชั่นนี้ ได้แก่ Y – Why, Generation Next, Echo Boom, Digital Generation อายุระหว่าง 11-25 ปี นักวิชาการบางท่านให้ช่วงอายุของเจเนอเรชั่นวายถึง 28 ปีก็มี คือเกิดระหว่าง ค.ศ. 1977-1994 (พ.ศ. 2520-2537) จากการรวบรวมของ Ron Zemke พบว่า เจนเนอเรชั่นอื่นมักมีมุมมองต่อภาพลักษณ์ของเจเนอเรชั่นวาย เริ่มต้นในด้านไม่ค่อยดีเท่าไร เช่น
“ต้องอดทนมากกว่านี้”
“ดูทีวีที่มีภาษาไม่สุภาพและความรุนแรงมากเกินไป”
“พ่อแม่ต้องกวดขันพวกนี้ให้มากขึ้น”
“น่ารัก”
“ตั้งเวลาบน VCR ได้ด้วย!”
“ทำเวบเพจให้ได้ไหม”
สิ่งที่เจนเนอเรชั่นอื่นไม่ค่อยชื่นชอบเจนเนอเรชั่นวาย มักเป็นเรื่องบุคลิกภาพ การแสดงออก แต่จะยอมรับในเรื่องความสามารถด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ ลักษณะนิสัยและการแสดงออกของเจนเนอเรชั่นวายยังมีลักษณะเป็นพวก Hip-Hop ต้องการทราบเหตุผลว่า “ทำไม” ต้องทำเช่นนั้น มีวัฒนธรรมเป็นแบบสากลมากกว่ารุ่นอื่น ติดวิดีโอเกม เชื่อมั่นในตนเองสูง บ้างก็ถูกมองว่าเป็นคนที่เอาแต่ใจตนเอง เห็นแก่ตัว เป็นพวกชอบสร้างปัญหา
การสนใจเทคโนโลยีอย่างมาก ทำให้เจนเนอเรชั่นวายกลายคนที่ “ฉลาด” และเป็นผู้คอยแก้ปัญหา เพราะพวกเขาทราบว่าจะค้นหาข้อมูลได้จากที่ใด เวลาไหน และทำได้อย่างรวดเร็ว เจเนอเรชั่นวายจะมีความสามารถในการทำงานหลายด้านที่เกี่ยวกับการติดต่อสื่อสาร และสื่อหลายประเภท และยังสามารถทำงานหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน
เจนเนอเรชั่นวายในเมืองไทย
มาดูในเมืองไทยกันบ้าง เจนเนอเรชั่นวายของไทยมีลักษณะหลายประการที่ทั้งเหมือนและแตกต่างจากนักวิชาการตะวันตก สิ่งหนึ่งที่ทำให้เจนเนอเรชั่นวายของไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับเจนเนอเรชั่นวายในอเมริกาหรือตะวันตก มาจากอิทธิพลของโลกาภิวัตน์ ตลอดจนความก้าวหน้าทางด้านคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต การได้รับข้อมูล การดูภาพยนตร์และฟังเพลงตะวันตก ทำให้เจนเนอเรชั่นวายของไทยมีทัศนคติและพฤติกรรมที่เป็นตะวันตกมากขึ้น
จากการวิจัยของณัฐวุฒิ ศรีกตัญญู เรื่อง “รูปแบบการดำเนินชีวิต พฤติกรรมการเปิดรบสื่อ และพฤติกรรมการบริโภคสินค้าของเจนเนอเรชั่นวายในกรุงเทพมหานคร” พบว่า เจนเนอเรชั่นวายเปิดรับสื่อมากขึ้น ชอบเล่นกีฬา อยากมีอนาคตที่ดี ทราบความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและยาเสพติด ใช้เสื้อผ้ากีฬาและยีนส์ มีลักษณะตาม “นิยาม” ของนักการตลาดในเมืองไทย คือ ชอบฟังเพลง ตามแฟชั่น ใช้เสื้อผ้าจากต่างประเทศ ต้องการสิทธิเสรีภาพและการยอมรับจากสังคม เล่นเกมคอมพิวเตอร์เป็นงานอดิเรก บางคนก็เล่นเอาจริงเอาจังไม่หลับไม่นอน
จนนักวิชาการไทยบางท่านขนานนามว่าเป็น“เจนเนอเรชั่นนินเทนโด” ตามชื่อบริษัทเกมรายแรกของญี่ปุ่นก็มี
โทรศัพท์มือถือ นับเป็นอุปกรณ์สำคัญประจำกายของเจนเนอเรชั่นวาย พอๆ กับการใช้อินเทอร์เน็ต เจนเนอเรชั่นวายบางคนบอกกับผู้เขียนว่า ตื่นเช้าขึ้นมาต้องเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเช็คอีเมล์ วันไหนเน็ตล่ม (สำนวนของเขาล่ะ) จะรู้สึกหงุดหงิดไปทั้งวัน เหมือนกับวันไหนถ้าลืมพกโทรศัพท์มือถือ จะรู้สึกเหมือนถูกตัดขาดจากสังคมยังไงยังงั้น
ทำไมต้องสนใจด้วย?
ท่านอาจสงสัยเช่นนั้น จากรายงานการสำรวจเด็กและเยาวชน พ.ศ. 2545 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ สรุปว่า ประชากรร้อยละ 17.8 ของจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศ หรือจำนวน 11.3 ล้านคน เป็นกลุ่มเยาวชนอายุระหว่าง 15-24 ปี เป็น “คนกลุ่มใหญ่” ที่เริ่มเข้าสู่การทำงาน มีรายได้ของตนเอง และจัดเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายใหม่ที่นักการตลาดให้ความสนใจกับวิถีชีวิตและพฤติกรรมด้านการรับสื่อของพวกเขาอย่างมาก เพื่อใช้พัฒนาสินค้าและบริการเฉพาะกลุ่ม
เจนเนอเรชั่นวายเริ่มเข้าสู่การทำงานในองค์การมากขึ้น พวกเขามีพฤติกรรมและความต้องการด้านการทำงานในแบบฉบับของตนเอง ซึ่งจะแตกต่างจากบุคลากรเจนเนอเรชั่นอื่นในองค์การ
นักวิชาการตะวันตกได้รวบรวมข้อมูลเปรียบเทียบเจนเนอเรชั่นต่างๆ ในที่ทำงาน (ตารางที่ 1) ทำให้ทราบถึงอุปนิสัยและความต้องการในการทำงานที่แตกต่างกัน ทั้งนักวิชาการและนักบริหารบุคคลของตะวันตกต่างก็ให้ความสนใจต่อความแตกต่างนั้น เพื่อนำไปบริหารด้านการจัดงาน สวัสดิการ การฝึกอบรมและพัฒนา ให้สอดคล้องกับลักษณะของคนแต่ละรุ่น
สำหรับ “เจนเนอเรชั่นวายในที่ทำงาน” ตามการศึกษาวิจัยของผู้เขียนพบว่า เจนเนอเรชั่นวายในสถานที่ทำงาน หมายถึง บุคคลที่มีความรู้ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างดี มีความคิดสร้างสรรค์ มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ต้องการทำงานที่มีความก้าวหน้า สามารถแสดงความคิดเห็นและบริหารจัดการด้วยตนเอง ทั้งในเรื่องเวลาและสถานที่ ให้ความสำคัญต่อสัมพันธภาพที่ดีในการทำงาน
นอกจากนี้ เจนเนอเรชั่นวายบางคนยังบอกว่า พวกเขาต้องการงานที่มีความท้าทาย และขอเลือกวิธีปฏิบัติงานด้วยตนเอง พวกเขามักอึดอัดเมื่อไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็น หรือเมื่อความคิดเห็นของพวกเขาไม่ได้รับการยอมรับจากหัวหน้างาน
เจนเนอเรชั่นวายจะพอใจอย่างมากถ้าสามารถเลือกเวลาทำงานตามความสะดวกของตนเอง หรือทำงานจากสถานที่อื่นได้ เช่น ที่บ้าน หรือนอกสถานที่ทำงาน โดยยึดผลงานตามกำหนดเวลา
สิ่งที่พวกเขาไม่ชอบอย่างมาก คือ ระเบียบวินัยที่มากเกินไป เช่น ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างทำงาน ห้ามใช้คอมพิวเตอร์ในเรื่องส่วนตัว ฯลฯ
เจนเนอเรชั่นวายบางคนสามารถลาออกจากงานทันทีโดยไม่ต้องรอสมัครงานใหม่ เธอบอกว่า ถ้าไม่ชอบ ไม่สบายใจ ก็ลาออกดีกว่าทนอยู่ แล้วต้องลางานไปสัมภาษณ์ที่ใหม่
เกรงใจ! Eric Chester นักเขียนและนักพูดเกี่ยวกับเจนเนอเรชั่นวาย บอกว่า เจนเนอเรชั่นวายไม่สนหรอกถ้าจะถูกไล่ออก ผู้จัดการบางคนไม่มีโอกาสนั้นด้วยซ้ำ เพราะพวกเขาไปเสียก่อน
ท่านเห็นไหมว่า เจนเนอเรชั่นวายมีความสามารถด้านเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายองค์การต่างก็ต้องการเพื่อสร้างนวัตกรรม แต่ความเป็นตัวของตัวเองสูงและมีวิถีชีวิตที่ไม่เหมือนเจนเนอเรชั่นอื่น อาจทำให้การบริหารทรัพยากรบุคคลไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป
ท่านในฐานะผู้ที่สนใจการบริหารทรัพยากรบุคคล ได้เตรียมพร้อมรับคนรุ่นใหม่ในองค์การของท่านหรือยัง?
----------
ของแถม
อันนี้ก็น่าสนใจ อีกเจนเนอเรชั่นหนึ่ง ที่กำลังเป็นกระแสพูดถึงกันอย่างมากสำหรับคนวัยทำงาน นั่นคือ sandwich generation
---------------------
sandwich generation
คนวัยทำงานขณะนี้กำลังกลายเป็น "แซนด์วิช เจเนอเรชั่น" ด้วยสภาพแนวโน้มประชากรไทย ครอบครัวไทย ที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างเด่นชัด ครอบครัวมีขนาดเล็กลง ผู้สูงวัยเพิ่มจำนวนขึ้น คนวัยทำงานยุคนี้จึงมีหลายบทบาท เลี้ยงดูผู้สูงวัย ให้การศึกษาลูก และเตรียมเงินให้ตัวเองหลังเกษียณ จะดูแลภาระเหล่านั้นให้ลงตัวได้อย่างไร กำลังเป็นสิ่งท้าทายความสามารถเหล่า แซนด์วิช เจเนอเรชั่น
ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่าประเทศไทยในอีก 17 ปีข้างหน้า หรือประมาณปี 2568 จะมีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 14.45 ล้านคนจากจำนวนประชากร 72.28 ล้านคน หรือคิดเป็น 20% ของประชากร เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากปี 2548 อย่างมาก
ขณะที่ ศ.ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันไทยมีจำนวนคนวัยเกษียณในสัดส่วน 10% ของประชากร แต่กำลังจะเพิ่มขึ้นเป็น 20% ของประชากรในปี 2568 และเพิ่มเป็น 30% ในปี 2593 การลดลงของวัยเด็กที่มีอายุ 0-14 ปี จะเหมือนน้ำลดก่อนเกิดคลื่นสึนามิของผู้สูงวัย ขณะที่ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 25 ปี จะกลายเป็นคลื่นสึนามิ ศ.ดร.เกื้อ กล่าว
คลื่นสึนามินั่นหมายถึงภาระรับผิดชอบต่อคนเหล่านั้น ซึ่งปัจจุบันคนวัยทำงาน 7 คนต้องเลี้ยงดูคนชรา 1 คน แต่อีก 20 ปีข้างหน้า สัดส่วนนี้จะเปลี่ยนเป็น 4 ต่อ 1 และในอีก 40 ปีข้างหน้า (2593) จะเหลือคนทำงาน 2 ดูแลคนชรา 1 คนเท่านั้น
ภาระของคนวัยทำงานในวันนี้จึงหนักอึ้งกว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ในยุคก่อน ด้านแรก ในฐานะพ่อแม่ ต้องรับภาระที่เกี่ยวกับลูกๆ อีกด้าน ในฐานะลูก ต้องดูแลพ่อแม่สูงวัยที่มีอายุยืนขึ้น ไม่ก็ต้องรับมือกับโรคภัยของคนสูงวัยซึ่งล้วนมีค่าใช้จ่ายสูงทั้งสิ้น
ขณะเดียวกันยังต้องเตรียมเลี้ยงตัวเองหลังเกษียณ หรือผจญกับปัญหาความไม่แน่นอนในอนาคต เช่น การลดลงของเงินบำเหน็จบำนาญ สวัสดิการสังคมที่เปลี่ยนไปมีทั้งภาระปัจจุบัน ภาระอนาคต
คนทำงานยุคนี้จึงมักจะถูกเรียกว่า "แซนด์วิช เจเนอเรชั่น" (sandwich generation) เพราะตัวเองกำลังอยู่ในตำแหน่งที่ "ถูกบีบ" จากภาระรอบด้าน สิ่งที่คนวัยทำงานรุ่นนี้จะเผชิญ มีมากกว่าสิ่งที่คนยุคพ่อแม่ได้เผชิญ และมีความซับซ้อนกว่า ไม่ใช่แค่เรื่องชีวิตบั้นปลายที่มีเงินร่อยหรอลงเท่านั้น แต่แซนด์วิช เจเนอเรชั่น จะมีภาระเข้ามาหลายทาง
นักวางแผนการเงินรายหนึ่งกล่าว พ่อแม่ต้องการความช่วยเหลือ การดูแลมากขึ้น เพราะมาตรฐานการใช้ชีวิตที่สูงขึ้นทำให้ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น
คนวัยทำงานยุคนี้จึงอาจต้องช่วยพ่อแม่เตรียมการเพื่อใช้ชีวิตช่วงวัยเกษียณในระยะยาว ยิ่งถ้าแซนด์วิช เจเนอเรชั่น เลือกมีลูกตอนอายุมากแล้ว เพราะอยากทุ่มพลังให้กับงานเต็มที่ในวัยหนุ่มสาว ช่วงเวลาที่ลูกเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และมีค่าใช้จ่ายสูง อาจจะเป็นช่วงเดียวกับที่รุ่นพ่อแม่ของแซนด์วิช ฯ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และต้องการการดูแลจากเราใกล้ชิด
สิ่งที่แซนด์วิช เจเนอเรชั่น ต้องเผชิญในอนาคตอาจจะมีปัญหา "บูมเมอแรง" หรือคนรุ่นลูกที่หย่าร้าง ว่างงาน กลับมาอยู่กับครอบครัวให้พ่อแม่เลี้ยงดูอีก ทำอย่างไรที่เหล่าแซนด์วิช เจเนอเรชั่นจะเตรียมการสำหรับอนาคต และภาระเพื่อคนทุกวัย
ศิษย์เก่าINN
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
แสดงความเห็นได้ที่นี่