ข่าวสั้นจากINN

วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2554

นักข่าวพลเมือง..สำเหนีกคำเตือนถึง"นักข่าว"

สื่อทางเลือกใหม่ นักข่าวพลเมืองบน Social Media
By @yokekung on May 21, 2010

ในช่วงเหตุการณ์การเมืองไม่สงบ ได้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ในวงการ Social Media ของเมืองไทย จากเมื่อก่อนทุกคนสามารถเป็นนักข่าวพลเมืองได้โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ด้วยการโพสกระทู้ใน Pantip.com ไปเจออะไรก็มาโพสแจ้ง โดยมีภาพถ่ายในการนำเสนอ มีล็อกอินเป็นตัวบ่งบอกความน่าเชื่อถือของผู้ที่นำเสนอ

สำหรับการใช้งาน Social Media ในประเทศไทยนั้น ต้องขอบคุณเทคโนโลยี BlackBerry ที่มีราคาถูกลง ค่าบริการไม่แพงมานัก iPhone ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ค่าใช้บริการอินเทอร์เน็ตบนมือถือจาก 3G, GPRS, EDGE ก็ไม่แพงมากนัก ตกอยู่ที่ 590 – 650 บาทต่อเดือนเท่านั้น ทำให้ทุกคนเป็นนักข่าวพลเมืองใน Social Networking ได้

นักข่าวพลเมือง (Citizen Journalism) นั้นหลายๆคนเคยเป็นมาก่อน โดยที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ การนำข่าวมาแจ้งผ่านเวบบอร์ดก็เป็นการแจ้งผ่านนักข่าวพลเมืองอย่างหนึ่ง แต่เมื่อ Social Networking โตขึ้น ความพร้อมของอุปกรณ์ อย่างโทรศัพท์มือถือ กล้องดิจิตอล ค่าบริการอินเทอร์เน็ตถูกลง ทุกคนเข้าถึงได้

การเป็นนักข่าวพลเมืองนั้นก็สามารถทำได้ไม่ยาก เอาตั้งแต่การเจอข่าวจากเว็บไซต์ใดๆ ก็นำเสนอโดยอ้างอิงแหล่งที่มา การไปร่วมงานแถลงข่าว งานนิทรรศการ อีเว้นต์ต่างๆแล้วนำมาโพสในกระทู้ ในบล็อก ในเว็บไซต์ และหลายๆครั้งก็ทำให้คนอ่านอยากมีส่วนร่วมด้วย

สำหรับการแจ้งข่าวของนักข่าวหลายๆสำนัก ก็ได้ใช้ Social Networking เข้ามาช่วยในการทำข่าวบน Social Media มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ BlackBerry, iPhone, SmartPhone ต่างๆในการนำเสนอ ด้วยการถ่ายภาพ แล้วส่งขึ่นทาง Blog, Twitter, Facebook, Youtube เพื่อการนำเสนอ และมีนักข่าวพลเมืองอีกมากมาย ช่วยในการเผยแพร่ข่าวผ่านการ Sharing

สังเกตได้ว่า ในทุกๆเว็บไซต์ จะเชื่อมโยง Social Networking ไว้ทั้งหมด อ่าน Pantip เจอกระทู้น่าสนใจก็แปะแชร์ไว้บน Facebook ได้ ส่งผ่าน Twitter ได้ ส่งไปลง Google Buzz ได้เช่นกัน

แต่ทั้งนี้ ทักษะของดารา นักแสดง ผู้ประกาศข่าว นักข่าว หรือแม้กระทั่งบุคคลทั่วไปที่ทำหน้าที่นักข่าวพลเมืองเองนั้นจะต้องมีทักษะและความรู้ด้านไอที ในการใช้งานอุปกรณ์อีเล็กทรอนิคส์ มือถือ กล้องดิจิตอล กล้องวีดีโอ จะต้องปรับขนาดภาพ โอนถ่ายภาพลงคอมพิวเตอร์ หรือโพสจากมือถือเพื่ออัพโหลดขึ้นไปไว้บน Social Media ได้ เช่น สร้าง YouTube Channel ไว้ แล้วเมื่อถ่ายวีดีโอจากกล้องวีดีโอ กล้องดิจิตอล หรือโทรศัพท์มือถือ แล้วอัพโหลดขึ้นไปไว้
บน Youtube ได้ทันที

การนำเสนอของนักข่าวพลเมืองนั้นจะต้องมีพื้นฐานความน่าเชื่อถือ อันดับแรกคงจะเป็นชื่อ ล็อกอิน ชื่อบน Social Networking ในการนำเสนอเป็นการรองรับความน่าเชื่อถือ เช่นเดียวกับการโพสข้อความใดๆบน Pantip.com ก็จะต้องมี Login ที่น่าเชื่อถือ หากอยู่ๆโพสแจ้งข่าว การขู่วางระเบิดที่นี่ หากคุณเป็นเพียงบัตรผ่าน ไม่มีภาพถ่าย ไม่มีการบรรยาย ไม่มีหลักฐานยืนยัน ก็อาจจะไม่ได้รับความเชื่อถือในการนำเสนอข่าวเช่นกัน

แต่ที่นักข่าวพลเมืองจะมาช่วยในการทำงานของนักข่าวอาชีพก็คือ การโพสนำเสนอใน Social Media แล้วนักข่าวก็จะตรวจสอบความถูกต้อง หาข้อมูล หารายละเอียด จากข้อมูลเบื้องต้นนั้นได้ เช่น หากคุณอยู่บ้าน แล้วปากซอยมีควันไฟเกิดขึ้น ก็อาจจะแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบและให้ข้อมูลกับนักข่าวในการตรวจสอบความถูกต้องและลำดับเหตุการณ์ได้ด้วย ในทางกลับกัน ข่าวที่นำเสนอไม่ถกต้องจากความเป็นจริง นักข่าวพลเมืองก็มีสิทธิในการแย้งความถูก
ต้อง แต่ก็เสี่ยงกับภัยมืดในบางเหตุการณ์ที่มีการปิดข่าวหรือบิดเบือนความจริง

ที่เห็นได้ชัดคือ วิทยุ จส 100 ที่ปัจจุบันได้มี Twitter @js100radio ให้ทุกคนเป็นนักข่าวพลเมืองแจ้งมาได้ว่าเหตุอุบัติเหตุที่ใด แจ้งสภาพการจราจรผ่าน @traffy นี่คือความเป็น Social เป็นสังคมของการแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร เพราะทุกคนคิดว่า โทรศัพท์ไปก็ไม่ติด เขินอาย การแจ้งผ่าน Social Network มาตอบตรงนี้ได้เยอะ แต่นักข่าวอาชีพคงจะต้องตรวจสอบความถูกต้องในการนำเสนออีกครั้งเพราะใครก็สามารถแจ้งข่าวได้ อาจจะเป็นข่าวลือ ข่าวแพร่ ข่าวที่บิดเบือนหรือทำให้เกิดความตระหนกตกใจได้อีกเช่นกัน

การสื่อสารบน Social Media นั้น เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาคประชาชนที่ช่วยในการแจ้งข่าวสารต่างๆ ยิ่งในเหตุการณ์ที่คับขัน นักข่าวพลเมืองจะมีบทบาทอย่างมากในการเป็นสื่อทางเลือก โดยเฉพาะช่วงที่ถูกรัฐบาลปิดกั้น แต่จะเรียกว่าปิดกั้นก็คงไม่เต็มปาก เพราะจะเป็นการนำเสนอตามรูปแบบที่รัฐกำหนดมากกว่า โดยเฉพาะฟรีทีวี ทำให้เราได้เห็นภาพในการนำเสนอของนักข่าวพลเมืองบนอินเทอร์เน็ตจาก Blog, Pantip.com กระทู้ต่างๆ ที่เป็นมากกว่าการนำเสนอของสื่อหลัก เพราะหลายๆอย่าง สื่อหลักทำไม่ได้และนำเสนอไม่ได้ด้วยข้อจำกัดในหลายๆอย่าง

ในช่วงที่บ้านเมืองไม่ปกติ Facebook ถูกออนไลน์ทั้งวันเหมือน MSN แม้ว่าบริษัทจะสั่งหยุดงาน แต่ทุกคนเปิด Facebook เพื่อรับข่าวสาร เพราะเป็นสื่อทางเลือกที่นำเสนอหลายๆอย่าง ภาพ เหตุการณ์ ต่างๆมากกว่าสื่อหลักบนทีวี มีการแจ้งกระทู้ต่างๆ มีการโพสภาพสดๆ ที่รายงานจากชาวบ้านที่อยู่ระแวกนั้น เช่น ข่าวเพลิงไหม้ช่อง 3 ก็มีชาวบ้านบริเวณนั้นถ่ายวีดีโอไว้ แล้วนำมาเผยแพร่บน Youtube แน่นอนว่าข่าวนี้ นักข่าวอาชีพไม่มีข้อมูลแบบนี้ชัวร์
การแจ้งข่าวจากนักข่าวพลเมือง คุณ @adamy ก็ได้พูดคุยในช่วงไอทีเด็ด ว่า นักข่าวพลเมือง สามารถที่จะช่วยในการตรวจสอบความถูกต้องของข่าวจากทีวีกระแสหลัก หากสื่อหลักอย่างทีวี หนังสือพิมพ์รายงานผิดพลาด ก็จะมีผู้รู้ ชาวบ้านบริเวณนั้น มาบอกความจริงให้ทราบพร้อมหลักฐาน

อันนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ในการรับข่าวสารในหลายๆทางกับสื่อหลักและสื่อทางเลือก
ส่วนตัวผมเองก็ทำหน้าที่ของนักข่าวพลเมือง ช่วยนักข่าวบนทวิตเตอร์ในการ RT ข้อความ โดยใช้วิจารณญาณของตนเองระดับหนึ่ง

จากการตรวจสอบจากหลายๆสื่อ ทุกคนต้องใช้วิจารณญาณในการเชื่อถือข่าวต่างๆ ก็ทำให้เห็นว่า ปรากฎการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นคือ หลายๆคน Follow Twitter ผมเยอะมาก แต่ไม่มีการตอบรับ ไม่มีการ Interaction ใดๆ ดังนั้นสื่อของนักข่าวพลเมืองหลายคนอย่างผม จะเป็นเหมือน SMS News แจ้งข่าวซะมากกว่า คนติดตามเยอะ (แต่เข้าไปดูรายละเอียด Follower 0 Tweet 0 มีแต่ Following นักข่าว บางคนไม่ได้เล่น Twitter ก็ต้องเล่นเพราะอยากตามข่าว ไม่รู้จะคุยกับใคร แต่ก็ตามนักข่าว เพื่ออัพเดตเหตุการณ์ต่างๆ ที่เป็นทางเลือกมากกว่า ทีวี หนังสือพิมพ์
โดยเฉพาะยุคที่ Mobile Internet มาแรง ทุกคนเข้า Facebook บนมือถือ เปิดคอมก็ออน Facebook พอๆกับออนเอ็มทั้งวัน เข้า Facebook มากกว่าเล่นเว็บหรือบางคนตั้งเป็นหน้าแรก เพื่อนหลายคนมี BlackBerry ไม่ได้เล่น Twitter แต่ก็รับข่าวจาก Facebook ด้วยเช่นกัน คืออ่านอัพเดตตลอดเวลา ทำให้รู้ข่าวสารเพราะหลายๆคนเชื่อมโยง Twitter กับ Facebook ทำให้รับข่าวบน Facebook ได้ด้วยเช่นกัน

ล่าสุดปรากฎการณ์ใหม่ของการใช้ Social Networking คือ หลายๆบริษัทหยุดทำการ แจ้งให้พนักงานทราบผ่าน SMS หรืออีเมล์ แต่ก็มีการแชร์ต่อบน BlackBerry Messenger บอกในกรุ๊ป หรือไม่ก็แจ้งใน Facebook แล้วทำการ Tag หาคนที่เป็นเพื่อนๆพนักงานด้วยกัน แล้วทุกคนก็รู้ข่าวได้ แม้จะเป็นตอนเช้า 7 โมง ก็เพราะทุกคนเล่นบน BlackBerry, iPhone ไม่ต้องตื่นมาเปิดคอม แถมยังเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอด เข้า Facebook เป็นกิจวัตร แม้ว่าจะไม่มี Twitter ใช้ แต่ก็รับข่าวสารจาก Social Networking อย่าง Facebook เช่นกัน ทำให้รับรู้ข่าวสารได้กว้างและเป็นทางเลือกมากขึ้น

การเป็นนักข่าวพลเมือง ต่อยอดการเป็นนักข่าวสมัครเล่น แต่อย่าลืมว่า นักข่าวสมัครเล่นนั้นเสี่ยงชีวิตไม่แพ้กันแต่ไม่รู้ทางหนีทีไล่เท่านักข่าวอาชีพ หลายๆคนถ่ายภาพจากเหตุการณ์ชุมนุมที่เสี่ยงภัย นำภาพไปโพสในเว็บไซต์ระดับประเทศอย่าง Pantip.com ต้องขอชื่นชมว่าหลายๆข่าว การนำเสนอความจริงมาจากนักข่าวพลเมืองเองที่ไม่ถูกบิดเบือนและปิดกั้นข่าวสารจากสื่อหลัก แต่อย่าลืมว่า นักข่าวพลเมือง ไม่มีสวัสดิการในการช่วยเหลือหากได้รับบาดเจ็บ
หรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ต่างๆ จึงต้องระวังตัวเองด้วยเช่นกัน การถ่ายวีดีโอจากตึกสูง อาจจะเป็นประโยชน์แต่ก็เสี่ยงจากการถูกยิงเนื่องจากคิดว่าเป็นนักข่าวจริงๆก็เป็นได้

แต่ท้ายที่สุดแล้ว “วิจารณญาณ” สำคัญที่สุด เรารับรู้ข่าวก่อนใคร แต่ก็ตรวจสอบได้จากสื่ออื่นๆด้วยเช่นกัน หลายครั้งที่ข่าวบนทวิตเตอร์ ตรงกับข่าวทีวีเพราะนักข่าวจากสำนักข่าวเดียวกัน แต่ที่อาจจะคลาดเคลื่อนเลยก็คือเรื่องตัวเลขของคนเจ็บ คนตาย จากเหตุการณ์ต่างๆที่ต้องรอการพิสูจน์จากและแถลงจากปากของ ผอ.โรงพยาบาลหรือศูนย์เอราวัณ ดังนั้นทุกคนจะต้องรู้ว่า นักข่าวพลเมือง มีหน้าที่แค่แจ้งความเคลื่อนไหว ข้อเท็จจริง แต่การสรุปผลต่างๆ ความถูกต้องนั้นยังเป็นหน้าที่ของนักข่าวของสำนักข่าวอยู่ ขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันสร้าง Social Media จาก Citizen Journalism ครับ

Yokekung
Twitter @yokekung

------

นักข่าวภูมิภาค” ไม่ปรับตัว อยู่ลำบาก
วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2009

ปรากฏการของสื่อ “สื่อพลเมือง” ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นทุกวัน นับเป็นการปฏิวัติวงการสื่อสาร จนเป็นแรงผลักดันให้ สื่อสิ่งพิมพ์ กระทั่ง การเรียนการสอนในสาขาวารสารศาสตร์ที่ย่ำอยู่ในกรอบคิดเดิม ๆ ต้องปรับตัวขนานใหญ่

“ทีวีไทย” สื่อสาธารณะแห่งแรกของประเทศถือเป็นสื่อแรก ๆ ที่เปิดพื้นที่ชุมชนนำเสนอปัญหาของตนเองในฐานะ “นักข่าวพลเมือง” จนเป็นที่เลื่องลือ โดยกระตุ้นให้ชาวบ้านได้เรียนรู้ถึงการทำข่าว เป็นปากเสียงให้ชุมชนตัวเอง

จนต่อมานักข่าวพลเมืองได้ผุดขึ้นตามเว็บไซต์ต่าง ๆ มากมายอย่างเข้มข้น และหลากหลาย
สมเกียรติ จันทรศรีมา ผู้อำนวยการสำนักเครือข่าวสื่อประชาคม และหัวหน้าโต๊ะนักข่าวพลเมือง ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ บอกว่านักข่าวพลเมืองในจอทีวีไทย เกิดขึ้นบนฐานความคิดที่ว่า ต้องการพัฒนาศักยภาพของพลเมืองที่มีจิตสาธารณะ และเห็นความสำคัญของการสื่อสาธารณะเพื่อสามารถถ่ายทอดเรื่องราวหลายแง่มุมของชุมชนสู่สังคมวงกว้างได้ โดยเปิดพื้นที่ให้กลุ่มผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มเฉพาะต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในทุกระดับ

นอกจากเพื่อประโยชน์สาธารณะแล้ว ยังสอดคล้องกับพันธกิจของทีวีไทย ที่ต้องการส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมของประชาชน ในการสร้างสังคมประชาธิปไตย

สมเกียรติ ระบุว่า การปรากฏตัวของนักข่าวพลเมือง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและมีราคาถูกลงทำให้เครื่องมือเพื่อการสื่อสาร อาทิเช่น กล้องดิจิตอล กล้องถ่ายภาพ เครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรมการแต่งภาพเป็นสิ่งที่คนทั่วไป เข้าถึงได้ไม่ยากจนเกิดการเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายทั้งที่เกิดขึ้นบนพื้นที่บนสื่อใหม่ ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ อีเมล์ สื่อมัลติมีเดีย โดยไม่เกี่ยว ข้องกับสื่อกระแสหลัก และมีจำนวนไม่น้อยที่เชื่อมต่อด้วยตัวเองเข้าเป็นเครือข่าย
การสื่อสารกับสื่อกระแสหลัก อาทิ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ซึ่งผลของการสื่อสารขับเคลื่อนดังกล่าวข้างต้นก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมมาก

สำหรับนักข่าวพลเมืองทีวีไทย สมเกียรติแจกแจงว่า ทำงานในลักษณะจิตอาสา ไม่ได้รับค่าตอบแทน เนื้อหาเกิดขึ้นโดยริเริ่มจากพื้นที่ ปรึกษาหารือกับทีมผลิตกับโต๊ะข่าวพลเมือง ทั้งในเชิงประเด็นการนำเสนอ การนำเสนอ การผลิตงาน ทำให้ในช่วง 1 ปี 4 เดือนที่ผ่านมา คือ มิถุนายน 2551-ตุลาคม 2552 มีงานออกมากว่า 300 ชิ้น “นักข่าวพลเมือง มาจากกลุ่มคนที่หลายๆทั่วประเทศ ทั้งชาวบ้านทั่วไป เด็ก เยาวชน ครู อาจารย์ นักศึกษา นักวิชาการ นักพัฒนา
เอกชน นักสื่อสารชุมชน ผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร ตัวแทน กลุ่มปัญหาทางสังคม กลุ่มผู้ด้อยโอกาส กลุ่มชาติพันธุ์ ชาวเล ฯลฯ พัฒนาเป็นเครือข่ายนักข่าวพลเมือง ทำหน้าที่สื่อสาธารณะเคียงบ่าเคียงไหล่ไม่แพ้นักข่าวมืออาชีพ ”

สมเกียรติ บอกว่า ทีวีไทยยังไม่ได้ผลิตงานกับนักข่าวพลเมืองด้วยกัน อาทิเช่น เกาะติดการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ซึ่งทีมนักข่าวพลเมืองหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ทำข่าวและรายงานสดทางโทรทัศน์มาบยังสถานี หรือรายการข่าวที่วางแผนร่วมกัน ตัวอย่างเช่น เกาะติดประเด็นคนเสมือนไร้สัญชาติ รวมถึงกรณีการต่อสู้เรื่อง ที่ดินพัสดุของชาวนาตำบลคลองโยก อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม จนนำไปสู่การเปิดเวทีสาธารณะให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเพื่อหา
ทางออก

นอกจากทีวีไทยแล้ว “เว็บไซต์” ซึ่งเป็นสื่อใหม่ที่นักข่าวพลเมืองที่เข้ามาเปิดพื้นที่มากขึ้นในแต่ละเดือนจึงมีเว็บไซต์คนข่าวชาวบ้าน ผุดขึ้นไม่น้อยเพื่อนำเสนอปัญหาของชุมชนตนเอง หรือเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาพัฒนากระแสรองอย่าง คนชายขอบ
www.fringer.org กระทั่งเว็บไซต์น้องใหม่ที่นำเสนอเนื้อหาประชาธิปไตยอย่าง www.openthaidemocracy.com “สำหรับข่าวชาวบ้าน” www.people-press.in.th อีกเว็บไซต์หนึ่งที่ประสบความสำเร็จสามารถสร้างนักข่าว
ชุมชนขึ้นมาหลายรุ่น และยังประสานรอยร้าวในชุมชนได้ในระดับที่น่าพอใจ


ฐิตินบ โกมลนิมิ ผู้ร่วมก่อตั้งสำนักข่าวชาวบ้าน บอกว่า การก่อกำเนิดสำนักข่าวแห่งนี้มีขึ้นภายใต้สโลแกน “พลังสื่อขับเคลื่อนในมือคุณ” ก่อร่างจากกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เคยผ่านการทำงานอาชีพสื่อกระแสหลัก จนเห็นว่าพื้นที่สื่อไม่ได้ตอบโจทย์ชาวบ้าน หรือเรื่องราวของคนตัวเล็ก ๆ ดังนั้นจึงสร้างพื้นที่ใหม่ที่สามารถบอกเล่าความเคลื่อนไหวและการต่อสู้ของชาวบ้านในประเด็นปัญหาต่าง ๆ โดยมีสำนักข่าวชาวบ้านเป็นตัวกลางเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างชาวบ้าน
สื่อท้องถิ่น และสื่อกระแสหลัก

“วิธีคิดของสำนักข่าวชาวบ้าน จะต่างจากสื่อเดิม ๆ คือ สื่อเดิมจะคิดเสมอว่าไม่ได้รู้ แต่รู้ว่าจะต้องไปถามผู้รู้ แต่สำนักข่าวชาวบ้านคิดว่าการคิดเพียงแค่นี้กลับไม่เพียงพอ จึงคิดว่าจำเป็นต้องดึงคนที่รู้เข้ามาทำข่าวด้วย” เธอบอกว่า กระแสการเกิดขึ้นของนักข่าวพลเมืองเป็นเพราะพื้นที่ปรากฏตัวบนสื่อจะเอื้ออำนวย เฉพาะคนตัวใหญ่ในสังคมเท่านั้น

ที่ผ่านมาหากคนเล็ก ๆ ในสังคมอย่างเป็นข่าวเพื่อให้สื่อกระแสหลัก ก็ต้อง ปีนทำเนียบ ปิดถนน ซึ่งเรื่องนี้ต้องหันกลับมาวิพากษ์สื่อมวลชนว่า ทำไมต้องรอให้ชาวบ้านปิดถนนถึงเป็นข่าว และต้องรอให้เดือดร้อนก่อน หรือชาวบ้านที่เป็นประโยชน์จะไม่มีวันได้ถูกนำเสนอเป็นข่าว
“การกำเนิดของนักข่าวพลเมืองถือเป็นเรื่องที่ดี ที่จะทำให้สื่อกระแสหลักปรับตัว แต่สิ่งที่น่าฉุนคิดมากที่สุด คือ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะต้องปรับเปลี่ยน และพัฒนาคน และแนวคิดของคนที่กำลังจะก้าวมาสู่การเป็นนักข่าวที่ดี ”

นี่เป็นคำถามดัง ๆ ที่โยนใส่วงการวิชาชีพสื่อมวลชนทั้งในระดับ บรรณาธิการข่าว หัวหน้าข่าว กระทั่งตัวนักข่าว รวมถึง อาจารย์นิเทศศาสตร์ในมหาวิทยาลัย ต้นทางสอนเด็กเข้าสู่วงการนักข่าว

หันมาดุความเห็นจากสื่อสิงพิมพ์กันบ้างยักษ์ใหญ่หัวเขียว “ดำฤทธิ์ วิริยะกุล” รักษาการบรรณาธิการข่าวภูมิภาค หนังสือพิมพ์ไทยรับ ซึ่งเป็นสื่อวิ่งพิมพ์ที่มีผู้สื่อข่าวภูมิภาคกระจายอยู่ทั่วประเทศมากที่สุด มองว่าการที่ภาคประชาชนลุกขึ้นมาทำหน้าที่เป็นผู้สื่อข่าว เสนอข่าวสารในพื้นที่หรือชุมชนของตัวเอง เป็นปรากฏการหน้าสนใจและเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะเท่ากับว่าประชาชนได้เปลี่ยนสถานะจากผู้บริโภค มาเป็นผู้เสนอข่าวเอง

ดำฤทธิ์ บอกว่า ประชาชนที่มาทำข่าวพลเมืองส่วนใหญ่จะเป็นคนในพื้นที่ซึ่งเข้าใจปัญหาของพื้นที่ อาทิเช่น ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ปัญหาชุมชน ความเดือดร้อนในเรื่องต่าง ๆ ที่ภาครัฐไม่ได้เหลียวแล ซึ่งบางเรื่องเป็นเรื่องที่คนในพื้นที่เดือดร้อนมานานแล้ว แต่สื่อกระแสหลักไม่ได้ให้พื้นที่กับพวกเขา หรือนักข่าวภูมิภาค ละเลยการนำเสนอเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องของชุมชน อีกทั้ง เมื่อนำเสนอข่าวในกระแสหลัก คนก็ยังไม่สนใจ ทั้งที่บางเรื่องหานำเสนอรอบด้านหรือเจาะลึก เป็นประเด็นข่าวที่ดีได้

อย่างไรก็ตาม ดำฤทธิ์ ให้แง่คิดว่า สิ่งสำคัญที่ตัวนักข่าวพลเมืองและสื่อที่ทำข่าวพลเมืองควรระมัดระวัง คือ การเสนอข่าวที่ต้องรอบด้านไม่กระทบกับสิทธิชื่อเสียงของคนอื่น และต้องตรวจสอบข่าวก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เป็นการนำเสนอข่าวด้านเดียวหรือไม่

“ปัจจุบันเนื้อหาข่าวพลเมืองส่วนใหญ่ไปเป็นในรูปการร้องทุกข์ของชาวบ้านในต่างจังหวัด ปัญหาในชุมชน สื่อก็ต้องคิดกันต่อไปว่าทำอย่างไรเราจึงจะพัฒนาข่าวพลเมืองให้มีศักยภาพมากกว่านั้น” ดำฤทธิ์ ระบุ

ในฐานะรับผิดชอบกองบรรณาธิการข่าวภูมิภาค ซึ่งมีผู้สื่อข่าวอยู่เป็นจำนวนมาก การเกิดขึ้นของนักข่าวพลเมือง ทำให้นักข่าวภูมิภาคได้รับผลกระทบหรือไม่นั้น ดำฤทธิ์ ย้ำหนักแน่นว่า ไม่มีผลกระทบเพราะวิธีการนำเสนอของนักข่าวภูมิภาคกับข่าวพลเมืองต่างกัน
“ข่าวภูมิภาคจะเน้นภาพใหญ่ของจังหวัดและอาจมีผลกระทบเป็นข่าวระดับชาติได้ แต่ข่าวพลเมืองคือข่าวซึ่งที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่าประชาชนต้องการบอกเล่าถึงวิถีชุมชน ชีวิต วัฒนธรรม หรือ ปัญหาในชุมชน แต่ก็อาจมีผลทำให้นักข่าวภูมิภาคต้องปรับตัวเอง หรือวิธีการทำงานให้รอบด้านมากขึ้น คือ บางประเด็นที่ก่อนหน้านี้เขาอาจมองข้าม แต่เมื่อข่าวพลเมืองนำเสนอออกมาแล้วเป็นเรื่องในพื้นที่ซึ่งคนสนใจ เขาก็อาจนำสิ่งนี้มาคิดเพื่อขยายผลเป็น
ประเด็นข่าวภูมิภาคได้”


กระนั้นเขาเห็นว่า ทุกคนอยากเห็นข่าวพลเมืองพัฒนาขึ้นแน่นอน เพียงแต่การทำข่าวต้องมองให้รอบด้าน ระมัดระวังการนำเสนอในบางเรื่อง ตรวจสอบก่อน ถ้าเป็นไปได้ทุกองค์กรควรเปิดพื้นที่ตรงนี้ให้มากขึ้น ส่วนองค์กรวิชาชีพสื่อ หรือ องค์กรที่นำข่าวพลเมืองไปนำเสนอก็ควรต้องช่วยกันทำให้ศักยภาพของนักข่าวพลเมืองดีขึ้น เช่น ฝึกอบรมการนำเสนอข่าว

ขณะที่ “พีรยุ ดีประเสริฐ” บรรณาธิการข่าวการศึกษา-คุณภาพชีวิต หนังสือพิมพ์เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน เห็นเช่นกันว่า นักข่าวพลเมืองเป็นเรื่องที่ดี ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรายงานสถานการณ์และช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ แต่ที่เป็นห่วงคือ การนำเสนอของพลเมืองต้องรอบด้าน และตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน

“อย่างหนังสือพิมพ์ของเรา พอมีข่าวร้องเรียนของผู้บริโภคเข้ามา นักข่าวก็จะไปตรวจสอบข้อมูลว่าเป็นอย่างที่ร้องเรียนมาหรือไม่ ถามว่าเป็นเรื่อข่าวพลเมืองได้ไหม เพราะหลักการเป็นนักข่าวพลเมืองในความคิดมันน่าจะกว้างกว่านี้ไม่ใช่เอาไมค์ไปจ่อแล้วพูด เพราะบางทีมันสุมเสียงต่อข้อมูลที่ไม่จริง มันน่าจะเป็นการสื่อสารระหว่างสื่อกับผู้ที่เดือดร้อนในชุมชน ซึ่งมันมีหลายวิธีในการเสนอ อย่างทีวีไทยตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ชาวบ้านนำเสนอมาจริงแค่ไหน
ผมเชื่อว่าชาวบ้านพูดจริงแต่ว่าก็ต้องมีการตรวจสอบเช่นกันด้วย

”"พีรยุ” ให้มุมมองว่า เรื่องกระบวนการทำข่าว เขียนข่าว พบว่าที่ผ่านมาประชาชนทำข่าวได้ เพียงแต่ว่าทำอย่างไรให้นักข่าวสนใจ ทั้งเรื่องเทคนิคการถ่ายภาพ การเรียนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวรการคิด แต่ไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะถ้าถ่ายภาพห่วยก็เป็นข่าวเหมือนกัน สำคัญอยู่ที่ข่าวนั้นต้องประเด็นดี

อีกหนึ่งความเห็นจากสื่อสิ่งพิมพ์แนวเศรษฐกิจ “สมชาย บุญเหลือ” ผู้ช่วยบรรณธิการข่าวภูมิภาค หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ก็สนับสนุนให้สื่อกระแสหลักทั้งทีวี วิทยุ หรืออินเตอร์เน็ตให้พื้นที่กับข่าวพลเมืองมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะข่าวแบบนี้ คนทำข่าวคือชาวบ้านย่อมมีความเข้าใจในสิ่งที่นำเสนออย่างแท้จริงไม่ได้ ทำข่าวแบบฉาบฉวย เหมือนนักข่าวส่วนกลางที่ลงไปทำข่าว แม้แต่นักข่าภูมิภาคในพื้นที่ก็อาจไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่ประชาชนคลุกกับปัญหา ลุกขึ้น
มานำเสนอข่าวเอง
“ความเป็นห่วงที่ว่า ข่าวพลเมือง ชาวบ้านจะเสนอข่าวด้านเดียวเน้นแต่ปัญหาในพื้นที่ตัวเอง อาทิ เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม ผลกระทบการท่องเที่ยวและเสนอข่าวแต่ข่าวด้านลบของอีกฝ่าย เรื่องนี้เชื่อว่าองค์กรต้นสังกัดหากจะนำเสนออย่างพลเมืองเขาก็ต้องตรวจสอบให้รอบด้านก่อน อาทิเช่น เมื่อนักข่าวพลเมืองส่งประเด็นนี้มา ส่วนกลางอย่างทีวี หนังสือพิมพ์ ก็อาจติดต่อไปยังนักข่าวภูมิภาคของตัวเองในพื้นที่ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร หรือสัมภาษณ์แหล่งข่าวที่ถูกพาดพิงเพื่อให้ข่าวมีสองด้าน ”

สมชาย ยังเห็นว่าข่าวพลเมือง ควรสร้างพื้นที่เพื่อให้เกิดการสื่อสารกับสื่อกระแสหลักให้มากขึ้นเพื่อจะได้ร่วมกันนำเสนอข่าวให้มีน้ำหนัก และเชื่อว่าทุกองค์กรสื่ออาจต้องการเห็นการเติบโตของข่าวพลเมืองกันทั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของข่าวพลเมืองทำให้ นักข่าวส่วนภูมิภาคของสื่อสิ่งพิมพ์ต้องปรับปรุงการทำงานของตนเอง เพราะถ้ายังคิดแบบเดิม ๆ ไม่กระตือรือร้นหรือไม่สนใจปัญหาในพื้นที่ตนเองทั้งที่ส่งผลกระทบระดับกว้าง นักข่าวภูมิภาคก็อาจกระเทือนถึงขั้นรายได้ลดลงหรือถูกเลิกจ้างก็ได้

ด้าน "น.ส.สมถวิล เทพสวัสดิ์" รีไรต์เตอร์หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก ก็เห็นไม่ต่างกัน โดยระบุว่า นักข่าวพลเมืองเป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่จริง มีความใกล้ชิดกับแหล่งข่าวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สามารถนำเสนอรายละเอียดได้ลึกกว่านักข่าวกระแสหลักทั่วไป และที่ผ่านมาข่าวที่นักข่าวพลเมืองนำเสนอก็มีความหลากหลาย เช่น ข่าวการเมืองท้องถิ่น ข่าวศาสนาวัฒนธรรม ข่าวกีฬา ฯลฯ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ตรวจสอบระบบราชการ รวมถึงการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม
ในท้องถิ่นอีกด้วย

ปากเสียงของคนรากหญ้าที่ตะโกนออกมาดังๆผ่าน “สื่อพลเมือง” ถึงปัญหาที่ได้รับผลกระทบมาช้านาน และต้องเผชิญกับความเร้นแค้นในพื้นที่โดยไม่มีใครเหลียวแล ไม่ว่ารัฐบาลฝ่ายปกครอง ตลอดจนสื่อกระแสหลัก หลายแห่งยังมองชาวบ้านด้วยความชิงชัง หยามเหยียด วันนี้สื่อภาคพลเมืองเหล่านี้กำลังเป็นพลังในการปฏิวัติสื่อฯ ทั้งยังสะท้อนปัญหาในพื้นที่ให้คนส่วนกลางได้เปิดหูเปิดตามากขึ้น

ข้อมูลจากจุลสารราชดำเนิน เล่มที่ 18

------------
วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2550
ปรากฏการณ์ citizen journalism กำลังทำให้สื่อกระแสหลักต้องขยับตัว
Posted by สุทธิชัย หยุ่น ,

คำว่า 'citizen journalist' ยังไม่มีคำแปลภาษาไทยอย่างเป็นทางการ แต่ผมขอเรียกตามความเข้าใจในฐานะคนข่าวก่อนว่า 'นักข่าวพลเมือง'

สำหรับท่านที่เป็นผู้ติดตามเหตุการณ์บ้านเมืองอย่างใกล้ชิดนั้น สมควรจะต้องจดจำคำนี้เอาไว้ตั้งแต่บัดนี้, เพราะผมเชื่อว่า นี่คือแนวโน้มของวงการสื่อสารมวลชนในประเทศเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

เพราะความทันสมัยของเทคโนโลยีสารสนเทศ, ทุกคนมีสิทธิจะเป็นนักข่าวและช่างภาพที่จะรายงานความเป็นไปรอบๆ ตัวให้กับส่วนอื่นๆ ของสังคมได้

อินเทอร์เน็ตและเครื่องมือสื่อสารใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นโน้ตบุ๊คพกพา หรือกล้องถ่ายรูปดิจิทัล และการเปิดเวบไซต์กับ 'บล็อก' ทั้งหลายทั้งปวงอย่างรวดเร็ว, กว้างขวางและฉับพลัน ทำให้ทุกคนไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร, มีความสนใจ

เฉพาะเรื่องอะไร หรือต้องการแสดงความคิดเห็นในประเด็นใด, ต่างก็ล้วนสามารถเป็น 'นักข่าวพลเมือง' ได้ทั้งสิ้น

นี่ ย่อมแปลว่าบทบาทและภารกิจของคนข่าวอาชีพ จะต้องเปลี่ยนไปอย่างหนักหน่วงและรุนแรง, แม้ว่าคนทำสื่อส่วนใหญ่ ณ วันนี้ยังไม่อยากจะเผชิญกับความจริงข้อนี้มากนักก็ตาม
แต่ความจริงย่อมหนีความจริงไม่พ้นว่า เมื่อใครต่อใครสามารถใช้เทคโนโลยีทันสมัยรุ่นที่ราคาถูกลงไปเรื่อยๆ ในการสื่อสารกันเอง และส่งข้อความ, ภาพ, เสียงและวิดีโอผ่านอินเทอร์เน็ตไปสู่เวบไซต์ที่มีผู้คนเข้ามาอ่าน และแสดงความเห็นอย่างกว้างขวางและฉับพลันได้, คนที่เคยทำหน้าที่เป็นนักข่าวประจำสายนั้นๆ หรือบรรณาธิการที่เคยคิดว่าตัวเองเท่านั้นที่จะตัดสินว่าข่าวไหนสำคัญ และมุมไหนของข่าวมีความน่าสนใจสำหรับผู้บริโภคข่าว, ก็จะต้องรับรู้ว่าบทบาทนั้นกำลังจะลดลงไปสำหรับตัวเอง

'สื่อกระแสหลัก' จะต้องปรับตัวกันขนานใหญ่เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงในวงการสื่อสารมวลชนที่คำว่า journalism หรือ 'สื่อสารข่าวสารและข้อมูล' นั้น จะไม่จำกัดอยู่เฉพาะคนที่มีอาชีพผูกติดกับหนังสือพิมพ์, วิทยุและโทรทัศน์เท่านั้น

นายแพทย์ที่เขียน blog ตัวเองในอินเทอร์เน็ตย่อมสามารถเขียนเกี่ยวกับเรื่องราวทางการแพทย์ที่ตัวเองช่ำชอง หรือเขียนเล่าประสบการณ์การทำงานของตัวเองในเรื่องที่สังคมสนใจใคร่รู้ได้ดีกว่า 'นักข่าวสายการแพทย์' ซึ่งเดิมก็มีน้อย และไม่แน่ว่าจะสื่อความหมายไปถึงคนอ่านทั่วไปได้ดีเท่าคนเป็นหมอ ที่สามารถเขียนภาษาชาวบ้านอ่านได้ง่ายด้วยซ้ำไป

เมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง ณ จุดใด, คนที่อยู่ในเหตุการณ์สามารถถ่ายรูป, ส่งข่าวและเล่าเรื่องผ่านอินเทอร์เน็ตได้รวดเร็ว และมีสีสันมากกว่านักข่าวที่อาจจะไปถึงที่เกิดเหตุช้ากว่า และไม่ได้ใกล้ชิด หรือรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของผู้ที่อยู่ในจุดเกิดเหตุ... จึงกลายเป็น 'ผู้เล่าข่าวลำดับสอง' เพราะผู้อยู่ ณ จุดเกิดเรื่องนั้นได้ผันตัวเองเป็น 'citizen reporter' หรือ 'นักข่าวพลเมือง' ได้ทันทีแล้ว

นักข่าวอาชีพจะต้องยกระดับการทำงานของตัวเองให้สามารถเขียนและรายงานสถานการณ์ที่มีความลึกและความต่อเนื่อง บวกกับพื้นภูมิเบื้องหลังที่น่าสนใจกว่าที่นักข่าวพลเมืองสามารถทำได้ วันนี้, เครื่องไม้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่เสริมการทำงานของคนทั่วไปในการสื่อสารกันเองระหว่างสมาชิกของสังคมนั้น ก้าวหน้าขึ้นตลอดเวลา และราคาก็ขยับลงตามตลาดที่ขยายตัวกว้างขึ้นและการวิจัยที่ทำให้สามารถใช้งานได้คล่องตัวกว่าแต่ก่อนตลอดเวลา

ซึ่งแปลว่าปรากฏการณ์ของ citizen journalism จะเด่นชัดขึ้นทุกที... และจะเข้ามากลายเป็นส่วนสำคัญของคำว่า 'สื่อสารมวลชน' หรือ mass media มากขึ้นทุกวันเช่นกัน
วันที่ชาวบ้านประกาศว่า 'เราคือมวลชนที่สื่อสารกับมวลชนกันเอง' หรือ 'We the Media' นั้น กำลังขยับใกล้เข้ามาทุกวัน...ทราบแล้ว-เปลี่ยน...เพราะถ้าท่านไม่ปรับปรุงตัวเอง, นักข่าวพลเมืองจะเปลี่ยนท่านโดยที่ท่านไม่รู้ตัวเอง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความเห็นได้ที่นี่