ข่าวสั้นจากINN

วันพุธที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2555

ตัวอย่าง..จรรยาบรรณถูกแทรก

ภาพอัปลักษณ์ของแพทยสภา
มติชน ฉบับวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2555

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ (อดีตเลขาธิการแพทยสภา พ.ศ.2515-2519)

เมื่อ ไม่กี่วันมานี้ หนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับรวมทั้งโทรทัศน์บางช่อง รายงานข่าวตรงกันว่า ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเพิกถอนมติแพทยสภา

ใน เนื้อข่าวรายงานตรงกันว่า เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเพิกถอนมติคณะกรรมการแพทยสภาในการประชุมเมื่อวัน ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 และคำสั่งแพทยสภาที่ 15/2551 ที่ลงโทษว่ากล่าวตักเตือนแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนผู้หนึ่งแล้วให้แพทยสภาและ คณะกรรมการแพทยสภา ไปดำเนินการพิจารณาและวินิจฉัยความผิดของแพทย์ผู้นั้นใหม่ ให้ถูกต้องเหมาะสมกับพฤติการณ์ของผู้ถูกลงโทษ

โดยศาลปกครอง ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีนี้ว่า แพทย์ผู้ถูกกล่าวหา รักษาผู้ป่วยโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทอดทิ้งผู้ป่วยซึ่งอยู่ในภาวะที่พึงได้รับการดูแลจากแพทย์จนเป็นเหตุให้ผู้ ป่วยเสียชีวิต เป็นการไม่รักษามาตรฐานของการประกอบวิชาชีพเวชกรรมในระดับที่ดีที่สุด ตามหมวด 3 ข้อ 1 ของข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2526 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกระทำผิด

ดังนั้น มติที่ประชุมของคณะกรรมการแพทยสภา เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 ที่มีมติว่า แพทย์ผู้ถูกกล่าวหาผู้นั้น กระทำผิดไม่ถึงขั้นประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ให้ลงโทษว่ากล่าวตักเตือน และต่อมามีคำสั่งแพทยสภาที่15/2551 ตามมติของคณะกรรมการแพทยสภาดังกล่าว ศาลปกครองกลางจึงพิพากษาว่าทั้งมติและคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย(คณะ อนุกรรมการสอบสวนของแพทยสภาชุดที่ 2 เคยสอบสวนและรายงานความเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาได้ทอดทิ้ง ไม่มาตรวจดูและรักษาเพื่อวินิจฉัยอาการป่วยด้วยโรคหัวใจของผู้ป่วยรายหนึ่ง ที่กำลังทรุดหนัก จนเป็นเหตุให้ผู้ป่วยรายนั้นเสียชีวิตในเวลาต่อมา เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2543)

คณะกรรมการแพทยสภาปัจจุบัน ประกอบด้วยบุคคลกลุ่มหนึ่งที่มีผลประโยชน์ในโรงพยาบาลเอกชนเป็นส่วนใหญ่ ได้พยายามรวมตัวกันที่จะเข้าครอบงำ เป็นเสียงข้างมากในกรรมการแพทยสภา และพยายามหาเสียงเลือกตั้งเป็นกรรมการแพทยสภาจากสมาชิกแพทยสภา โดยอ้างว่ากลุ่มตนจะพยายามรักษาผลประโยชน์ให้แก่สมาชิก จนได้รับเลือกตั้งเข้าไปเป็นกรรมการแพทยสภาติดต่อกันหลายสมัย

คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่เป็นข่าวนี้ได้เปิดโปงมาตรฐานการทำงานของคนกลุ่มนี้ได้อย่างชัดเจน

นอก จากนั้น ถ้าใครได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7634/2554 ลงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2554 คดีแพ่งระหว่าง นายบุรินทร์ เสรีโยธิน สามีผู้ตาย และบุตรผู้ตายอีก 4 คน รวมทั้งบิดา มารดาผู้ตาย ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท สมิติเวช จำกัด (มหาชน)ร่วมกับแพทย์อีก 3 คน เป็นจำเลยโดยละเอียดแล้ว จะเห็นว่า ศาลฎีกาได้กล่าวในคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับคดีนั้นว่า

มติ ของแพทยสภามิใช่กฎหมาย และไม่มีกฎหมายฉบับใดบัญญัติว่า มติของแพทยสภามีผลผูกพันคู่ความ และศาลจะต้องรับฟังมติของแพทยสภาในการพิจารณาพิพากษาคดี

ถ้า ศาลเห็นว่ามติของแพทยสภาถูกต้องและเป็นธรรม ก็จะนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานของจำเลยได้ แต่มติของแพทยสภาเกี่ยวกับเรื่องนี้มีข้อสงสัยว่าจะถูกต้องและเป็นธรรมหรือ ไม่ ฯลฯ จากนั้นในคำพิพากษาก็ได้วิเคราะห์ความเป็นมาต่างๆ ของมติของแพทยสภาที่โจทก์อ้างเป็นพยานอย่างละเอียดถึง 8 หน้ากระดาษพิมพ์ แล้วสรุปว่า มติของกรรมการแพทยสภาเกี่ยวกับเรื่องการกระทำของจำเลย (ที่ 3 และที่ 4) ไม่มีความผิดมิใช่เป็นเสียงเอกฉันท์ ประกอบกับการพิจารณาของแพทยสภา มีปัญหาโต้เถียงกันมากว่า มติของแพทยสภาดังกล่าวถูกต้องและเป็นธรรมหรือไม่ ศาลเพียงแต่นำมารับฟังประกอบการพิจารณาเท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องถือตามมติของแพทยสภา ดังได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น

คำ พิพากษาสรุปว่า จำเลย (ที่ 3 และที่ 4)กระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลย (ที่ 3 และที่ 4) จึงต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ (ที่ 1 ถึงที่ 8)

จาก คดีทั้ง สอง ที่ยกมาเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้อ่านได้วิเคราะห์ถึงผลงานของกรรมการแพทยสภากลุ่ม หนึ่ง ที่ยึดกุมทิศทางการทำงานของแพทยสภามาอย่างยาวนานนั้น บุคคลกลุ่มนี้ต้องถือว่าได้ทำลายภาพลักษณ์ของแพทยสภาลงไป จนไม่เหลืออดีตที่เป็นที่ยอมรับของประชาชนเลยแม้แต่น้อย ผมจึงขอเรียกร้องให้กรรมการแพทยสภาทั้งชุดที่มาจากการเลือกตั้งในปัจจุบัน ต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกทั้งคณะ และไม่ควรลงรับสมัครเป็นกรรมการแพทยสภาต่อไปอีก

ที่เขียนบท ความนี้เผยแพร่ เพราะต้องการให้สมาชิกแพทยสภาทั้งหลายที่ยังมัวหลับใหลอยู่ น่าจะตื่นตัว ตื่นใจ ใช้สติปัญญา ไตร่ตรองในเรื่องนี้ให้จงหนัก มิฉะนั้น ในอนาคตอันใกล้วงการแพทย์โดยรวม จะสูญเสียความเชื่อถือจากสาธารณชน จนยากที่จะเรียกศรัทธาคืนมาได้อีก

ก่อนจบบทความนี้ ผมอยากจะเตือนว่าโรงพยาบาลและแพทย์ที่เกี่ยวข้องในคดีที่ศาลปกครองกลาง วินิจฉัยข้างต้นนี้ อาจจะต้องรับชะตากรรมไม่ต่างไปจากโรงพยาบาลและแพทย์ในคดีที่ศาลฎีกาตัดสินไป แล้วตามที่อ้างถึงในบทความนี้ด้วย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความเห็นได้ที่นี่