เพราะอะไร..?
นี่อาจจะเป็น"คำถาม"ที่สำหรับพวกเราท่านที่ไม่ได้มีส่วนเข้าไปเกี่ยวพันในสถานการณ์"ลึก"อาจจะไม่รู้"คำตอบ"หากแต่"นักข่าว"นักหนังสือพิมพ์รุ่นเดอะหลายๆคน น่าจะมีคำตอบเหล่านี้อยู่ในหัวจิตหัวใจของท่านๆเหล่านั้น..
โดยเฉพาะบรรดาท่านๆที่กำลังถลำไหลเข้าไปใน"วงจรการเมือง"ที่รู้อยู่แล้วว่ามันคือ"ปลักโคลน"...ยิ่งใน พ.ศ.นี้แล้วก็ยิ่งหายห่วง..กับปลักแห่งอำนาจ ที่ไม่มีอะไรที่ใครจะให้ใครมาอย่างฟรีๆโดยไม่"แลกเปลี่ยน"
กระนั้นในปริบทที่บ้านเมืองไร้ซึ่ง"อำนาจรัฐ"ใน แบบที่เราท่องจำจากมาตรา ๓ ในรัฐธรรมนูญ ว่า"อำนาจอธิปไตย เป็นของ ปวงชนชาวไทย"
เพราะอย่างที่รู้ เราอยู่ใน"ขั้นตอน"ของกระบวนการอำนาจ จากคณะผู้ก่อการรัฐประหาร(คปค.)หรือ คมช.ที่ได้จัด"องค์ประกอบ"การบริหารปกครองประเทศภายใต้ องคพายพ นิติบัญญัติ(สภานิติบัญญัติแห่งชาติ),บริหาร(รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์) และตุลาการ(ศาล)เสียใหม่
ไม่แปลกที่หลายฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากการนี้ของคณะรัฐประหารจะออกมาโวยวายรับไม่ได้...กับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น แม้กระทั่งเหตุการณ์ครั้งล่าสุด กรณีสลายม็อบ นปก.ที่ติตามมาด้วยการจับกุม ๙ แกนนำ นปก.ที่มีหลายอย่างหลายประการดูจะ"ผิดสังเกต"และออกจาก"พิลึกๆ"....ที่หลายฝ่ายก็ยังกังวลอยู่ว่า สถานการณ์แบบนี้ในสภาพบ้านเมืองที่ทุกอย่าง ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ดูจะแย่ไปหมด มันจะประทุเป็นอะไรต่อไป
นี่จึงเป็นที่มาของการ ผนวกเอา"สื่อมวลชน"เข้าไปเป็น"องค์ประกอบสำคัญ"ในการ"ตรวจสอบ"ความเป็นไปของบ้านเมืองที่ปรากฎว่า ระยะ ๙ เดือนที่ผ่านมา พวกเขา(ม็อบนปก.-คนส่วนน้อย)มองว่า ไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับ"พวกเขา"แม้กระทั่ง ไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับประเทศชาติบ้านเมือง หรือแม้กระทั่ง"ทักษิณ"ที่พวกเขาเริ่มเห็นบางแง่มุมของเบื้องหลังการถ่ายทำทั้งหมดบ้างแล้ว ...ว่าแท้จริงความขัดแย้งของ"ชนชั้นบน"กับ"ทุนใหม่"นั้น มันเป็นเรื่องของ"ผลประโยชน์"มันเป็นเรื่องของคนหลุ่มหนึ่งที่มี"อำนาจ"ในสังคมไทย...และใช้สถานการณ์ ใช้พาวเวอร์เกมนี้เข้าจัดการกับชาติบ้านเมืองจนมีสภาพอย่างที่เห็นทุกวันนี้..ได้พูดคุยกับบางคนในกลุ่มของพวกเขาถึงความรู้สึก"เจ็บแค้น"ของพวกเขาที่มีต่อ"คนหนังสือพิมพ์"คนข่าวในยุคนี้ ว่าทำไมปล่อยให้บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ โดยที่ไม่ทำอะไรมากไปกว่าการปิดตาตัวเองให้เดินไปพร้อมๆกับอะไรบางอย่าง..ที่ทุกคนก็รู้แก่ใจ..ว่ามัน"ไม่ใช่"สิ่งที่ควรเป็น...
สำหรับตัวเอง ที่รู้สึกไม่ค่อยดีเลยกับสถานการณ์ความเป็นไป และรู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เป็นไปเป็นอยู่ และกำลังจะเป็นไปในอนาคตข้างหน้า..พอได้กลับไปอ่านบทกวีของ"จิตร ภูมิศักดิ์"เกี่ยวกับเรื่องของ"จิตวิญญานคนหนังสือพิมพ์"แล้วก็ยิ่งรู้สึก"จุกอก"ละอายใจ..และบางขณะก็รู้สึกว่าเลือดในตัวมันเดือนพล่าน..กับสภาวะที่เป็นอยู่ของวงการ"สื่อมวลชน"กับสถานการณ์บ้านเมือง...
จึงเอามาให้ลองอ่านกัน...ลองอ่านแบบซึมซับในความหมาย และซึมซับไปในความรู้สึก ลึกๆดูครับ...พี่พ้องน้องพี่ทั้งหลาย...-----------------
บทกวี - วิญญาณหนังสือพิมพ์
ขันเอยขันมนุษย์บ้า ขันเอยขันมนุษย์บ้า
ฟ้าม่านดำทมึนมอ มืดตื้อ
ฟอกถ่าน....ถ่านจักลออ ขาวอล่อง มีฤา
ผงถ่านฟอดฟุ้งอื้อ อาบหน้าตนเอง !
คนชั่วใจถ่านเหี้ยม โมหัน หนึ่ง ฮา
สมันเปิบมูมมามมัน มาบ......ม้าบ !
ผงถ่านเปรอะตัวคัน คะเยอยุ่ง (ลิงเอย)
"ถ่านไม่ดำดอกคะร้าบ !" ร่านร้อง....กิ๋วกิ๋ว !
มวลชนหัวหะห้าย โห่หรรษ์
สูอิ่มเอือบอกมัน เมือบม้าม
หางโผล่ปิดหางหัน แหกปาก ปราบฮือ
"เฮ้ยนี่หางต้องห้าม อย่าเว้ยอย่าเห็น"
(เอือบอก - อิ่มแประจนท้นหัวอก เอ้อเร้อ เอ้อเต่อ ; เมือบ - แประจนถึงใจ)
---------------
ยานีลำนำ
กุ๋ย กุ๋ย เอ้าหุยฮา จะขอโห่ให้ตูมตึง
สูเอยช่างดื้อดึง กระด้างดำในสันดาน
สูคนหนังสือพิมพ์ มาแปลงเพศเป็นคนพาล
ทรยศอุดมการ วิชาชีพอันลือชา
อาวุธหนังสือพิมพ์ คือปลายคมแห่งปากกา
เป็นทวนอันคมกล้า และโคมทองอันวาววาม
คือปากและคือเสียง ของมวลชนอยู่ทุกยาม
เปิดโปงที่เลวทราม และเทอดทูนพิทักษ์ธรรม
เปิดโปงที่เลวทราม และเทอดทูนพิทักษ์ธรรม
สะท้อนความทุกข์ยาก และสาเหตุที่เงื่อนงำ
ชี้ทางเป็นแนวนำ และเป้าหมายอันโอฬาร
เข้าร่วมในแนวรบ ประชาชาติด้วยมือชาญ
ใช่ยืนสังเกตการณ์ เอาตัวรอดอยู่ริมทาง
ทวนทองต้องเป็นทวน ที่กล้าแกร่งบ่เป็นกลาง
เป็นทวนที่เข้าข้าง อยู่เคียงคู่กับมวลชน
โคมทองต้องส่องทาง และสัจจธรรมแก่ใจคน
สาดแสงอันร้อนรน ให้ปีศาจปลาตหนี
นี้คือจรรยาบรรณ อุดมการทั้งมวลมี
คือเกียรติและศักดิ์ศรี อันสุดแสนจะแหนหวง
คือเลือดอันเดือดพล่าน เป็นพรายผุดในกลางทรวง
คือใจแต่เดียวดวง และวิญญาณหนังสือพิมพ์
แต่ดูสิเลวชาติ ได้เศษบุญมาชมชิม
หลงรสที่เลียลิ้ม ก็ทิ้งสิ้นทุกสิ่งสรรพ์
หลงรสที่เลียลิ้ม ก็ทิ้งสิ้นทุกสิ่งสรรพ์
ทั้งเกียรติและศักดิ์ศรี อุดมการจรรยาบรรณ
อั้นอึ้งตะลึงงัน เพราะน้ำเงินที่งามเงา
เปิบโป้สวาปาม ตะกามซดบ่สร่างเซา
มูมมามและมึนเมา จนเมือบม้ามด้วยย่ามใจ
น้ำเงินที่เขาขุน เป็นบุญคุณเหนือสิ่งใด
น้ำข้าวที่จางใส ช่างโอชาจนกล้าตาย
สูลืมประชาชน ด้วยเห็นคนว่าคือควาย
น้ำข้าวจากมือนาย ช่างย้อมสูจนโหดหิน
เปิบข้าวทุกคราวคำ จงสูจำเป็นอาจิณ
เหงื่อกูที่สูกิน จึงก่อเกิดมาเป็นคน
ข้าวนี้น่ะมีรส ให้ชนชิมทุกชั้นชน
เบื้องหลังสิทุกข์ทน และขมขื่นจนเขียวคาว
จากแรงมาเป็นรวง ระยะทางนั้นเหยียดยาว
จากรวงเป็นเม็ดพราว ล้วนทุกข์ยากลำเค็ญเข็ญ
เหงื่อหยดสักกี่หยาด ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น
ปูดโปนกี่เส้นเอ็น จึงแปรรวงมาเปิบกิน
น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง และน้ำแรงอันหลั่งรินสายเลือดกูทั้งสิ้น ที่สูซดกำซาบฟัน
เจ้ากรุมตะกรามกิน เพียงน้ำข้าวก็เมามัน
เห่าโห้งเป็นรายวัน เพื่อแทนคุณอยู่วุ่นวาย
สูคนหนังสือพิมพ์ ประเภทอิ่มแล้วลืมอาย
เลียตีนจนนายตาย ยังอุ้มผีด้วยใจพาล
ในมือสูถือทวน แต่เดินทวนกระแสธาร
ถือทวนพิทักษ์มาร และทิ่มแทงผู้เทอดธรรม
ถือทวนพิทักษ์มาร และทิ่มแทงผู้เทอดธรรม
ทวนทองเป็นทวนทาส และเปลี่ยนค่าจากทองคำ
โคมทองทมึนดำ ดังสีเลือดพวกกาลี
โคมทองทมึนดำ ดังสีเลือดพวกกาลี
สูโทษหนังสือพิมพ์ ว่าปั้นข่าวขึ้นโจมตี
ใส่ร้ายและป้ายสี และใส่ไฟด้วยใจทราม
ใส่ร้ายและป้ายสี และใส่ไฟด้วยใจทราม
บัดนี้สิแจ้งชัด เพราะกรรมการได้ติดตาม
สอบสวนกระทงความ เรื่องโกงกินจนสิ้นพุง
ยิ่งค้นก็ยิ่งพบ เป็นข่าวก้องสะเทือนกรุง
นอกมุ้งและในมุ้ง ล้วนจับได้......(ว่าไงเกลอ?)
สูทาสรายวันเอย ช่างไร้อายเสียจริงเออ
เต้นเหยงเขย่งเหยอ ดังหมาบ้าขี้ข้าผี !
สาดไฟและใส่ความ หนังสือพิมพ์ที่ทำดี
ปกปิดที่อัปรีย์ และบิดเบือนอย่างไร้ยาง
กล่าวเท็จต่อทุกทิศ และหลอกลวงต่อทุกทาง
มุ่งหวังจะอำพราง ด้วยเหลี่ยมเล่ห์กโลบาย
ยิ่งดิ้นยิ่งรุนแรง ยิ่งเรื่องแดงจนเห็นลาย
พวกเจ้าบ่าวควายควาย ก็ล้วนมาร "โจรการเมือง"
เสียงแช่งจากสิบทิศ คือเสียงคนที่แค้นเคือง
ความแค้นนั้นลุกเรือง ในกลางใจของปวงชน
แต่ดูสิสันดาน กระด้างดำยังดิ้นรน
ถูกถุยยังหน้าทน ประสาเปรตที่อัปรีย์
กู่ก้องและร้องแรก คำรนเรียกพวกเผ่าผี
ล้วนแล้วแต่กาลี จะกล้ำกลืนและกินคน
สูแค้นหนังสือพิมพ์ ที่เทอดธรรมอย่างคงทน
ด้วยเล่ห์และด้วยกล จะทำลายให้แหลกลาญ
โอมอ่าน "คาถาแดง" ด้วยหมดพุงจะรังควาน
ทุดถุย....เจ้าสาธารณ์ ฉะนี้ฤาที่ชื่อไทย
แหกปากสำรากหลอก และกลับกลอกจนเจนใจ
ผีเหวยจะหลอกใคร อย่าหลงคุยเอ้าหุย......ฮา !
------------------
โคลงห้าพัฒนา
คนบ่แพ้ ภัยผี
เปรตอัปรีย์ ปลุกปล้ำ
แรงคนตี ตูมตอก
ล้มผีขว้ำ ขวิดตีน คาตีน !
จงอย่าท้อ ไทยเหวย
ไทยบ่เคย ด่าวดิ้น
ใช่ผีเลย หลอนหลอก
คนแท้ลิ้น หลอกคน
กรุงเทพฯ โพ้น ไพรพง
ใช่ผีลง ล่าล้าง
มีแต่พงศ์ ผีดิบปล้น
เมืองม้าง มอดหาย
(ม้าง - ภาษาไทยอีสาน แปลว่า ล้างผลาญ , ทำลายล้าง , มล้าง)
----------------
ยานีลำนำ
อาคนหนังสือพิมพ์ ที่รักไทยและเทอดธรรม
สูจงอย่า เงียบงำ เพราะกลัวภัยกระพือพาล
ถึงจนก็ยึดมั่น จรรยาบรรณอย่างชื่นบาน
ศักดิ์ศรีอุดมการ บ่ขายกินสักเพียงคำ
ถึงตายก็ยอมตาย เพื่อเทอดไทและเทอดธรรม
ทำดีให้ทรงจำ แก่ใจคนทุกดวงใจ
มวลชนสิคือนาย ที่บุญคุณนั้นเกินใคร
น้อมหัวเข้ารับใช้ ดังงัวงานที่ชาญนา
วิญญาณหนังสือพิมพ์ ธำรงค์ศักดิ์บ่สร่างซา
ทวนทองในมือขวา และมือซ้ายคือโคมไฟ
จงเดินและก้าวเดิน อย่างดุ่มดั้นอย่าเกรงใด
กล้าแกร่งด้วยแรงใจ และศรัทธาวิชาชาญ
ปกปักษ์พิทักษ์ผล ประโยชน์ชาติจากมือพาล
ฝ่ามนต์ของผองมาร อุทิศตัวบ่กลัวมนต์
ฟันฝ่า "คาถาแดง" ไปข้างเคียงกับมวลชน
ใจไทยที่อดทน จะค้ำจุนบ่เคยจาง
เมืองทองที่ชื่อไทย ถึงทึบทึมทุกทิศทาง
ผีร้ายที่ครืมคราง อย่าหวังเลยจะกลืนคน
อาคนหนังสือพิมพ์ ที่เทอดธรรมจงอดทน
แนวรบของมวลชน นั้นแน่นหนาจงอย่ากลัว
เส้นทางที่สูเดิน มิใช่เดินลำพังตัว
เพื่อนสูอีกมืดมัว ดังผงทรายในแผ่นดิน
มีมากดอกมวลชน ที่ทุกข์ทนอยู่อาจิณ
มหาโจรที่โกงกิน สิโดดเดี่ยวในดินแดน
มือสูมือน้อยน้อย อันคนคอยจะดูแคลน
ประสานให้แน่นแฟ้น เป็นมือเดียวที่มหึมา
มือนี้จะมีพลัง กว่ามือใดในโลกา
มือนี้จะทายท้า แม้เทพไท้อย่างทรนง
ใจสูที่ทอดถอน แทบขาดรอนละลายลง
รวมกันให้มั่นคง กับมวลชนเป็นใจเดียว
ใจนั้นจะพลันเกิด พลังกล้าอันกลมเกลียว
ใจนั้นจะปานเคียว ที่คมขาววะวาววาม
มือนั้นและใจนั้น ผนึกกันอย่างงดงาม
แล้วผีที่คุกคาม จะซบสั่นอยู่ใต้ตีน !
.....ถูกละ ใต้ตีน... จะซบสั่นอยู่ใต้ตีน !
................อยู่ใต้ตีน !
ทุดผีที่ถือสาก แต่หากปากว่าถือศีล
ดวงใจที่โหดหิน- ชาติฤาจะกล้าหาญ
คนไทยนั้นใจไท และมือไทยนั้นทนทาน
มือไทยกับมือมาร จะสู้กันให้มันมือ
....อหา ! มาสู้กันให้มันมือ......มา.!........ให้มันมือ !
วิญญาณหนังสือพิมพ์ นั้นลุกโรจน์กระพือฮือ
หลอมลนด้วยเปลวบือ จนเหลือคนที่ทนไฟ
ใครคนหนังสือพิมพ์ ที่ทรนงในนามไทย
มวลชนย่อมชมใจ และชมชื่นในผลงาน
ใครคนหนังสือพิมพ์ ที่ทรยศอุดมการ
เสียงแช่งจะยาวนาน เป็นเดนปากของปวงชน
ใครคนหนังสือพิมพ์ ที่ทรนงในนามคน
ชื่อเสียงจะคงทน ดั่งรุ้งทาบนภา.........บา !
ใครคนหนังสือพิมพ์ ที่ขายตัวเพื่อเงินตรา
จารึกบนหนังหมา ประจานนานถึงหลานเหลน
อาสูพวกกาฝาก จะตายทรากเป็นกากเดน
พื้นฐานนั้นโงนเงน จะพังพับอยู่นับวัน
อาเพื่อน (ยังเรียกเพื่อน) จะขอเตือนอีกครั้งครัน
อย่าด้านและดึงดัน อย่าดื้อดึงจนเกินไกล
"เจ้าซื่อต่อคนคด แต่ทรยศต่อคนไทย
ลูกหลานจะอายใจ ที่มีพ่อเป็นคนทราม"
สูเอยประวัติศาสตร์ จะจารึกประจานนาม
ตัวอย่างแสดงความ สกุลถ่อยแห่งกรุงไทย
ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ถ้าไร้อายก็ตามใจ
อย่ารอจนสายไป จะครางอา.......นิจจากู !
-------------------------
ด้วยความปรารถนาดีจากเพื่อนเก่า !
"กวี ศรีสยาม" "ประชาธิปไตย" (จิตร ภูมิศักดิ์)
9 , 11 , 12 , 14 , 15 สิงหาคม 2507

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
แสดงความเห็นได้ที่นี่